ปุ๋ยเร่งโตทำเองได้ ไม่ง้อยูเรีย..
ปุ๋ยยูเรีย หรือที่หลายคนอาจจะรู้จักกันในรูปปุ๋ยสูตร 46-0-0 เป็นปุ๋ยที่มีปริมาณไนโตรเจนสูง ทำให้พืชผักโดยเฉพาะผักใบที่ต้องการธาตุไนโตรเจนมากเป็นพิเศษ เจริญเติบโตงอกงามอย่างรวดเร็วทันใจใครหลายคน แต่สิ่งที่ควรทราบคือ หากพืชได้รับไนโตรเจนมากเกินไป ก็จะเกิดการสะสมในรูปไนไตรต และเมื่อเรารับประทานเข้าไปเจ้าไนไตรตก็จะเป็นไนไตรท์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งได้ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งตับ กระเพาะอาหาร และหลอดอาหาร นอกจากนี้ยังพบว่าไนไตรท์ยังก่อให้เกิดปัญหาต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ ซึ่งควบคุมระบบการทำงานหลายอย่างของร่างกาย เช่นระบบการเผาผลาญ การเต้นของหัวใจ และการหลั่งฮอร์โมนต่างๆ
มีการศึกษาทดลองผลกระทบของปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยหมักที่มีต่อปริมาณไนเตรตและไนไตรท์ในผักบุ้งจีนของอัญชนีย์ อุทัย พัฒนาชีพและคณะพบว่าหากใช้ปุ๋ยที่มีระดับไนโตรเจนเท่ากัน ผักที่ใช้ปุ๋ยยูเรียจะมีการสะสมของไนเตรตและไนไตรท์สูงกว่าปุ๋ยหมัก 4 เท่าและ 2 เท่า ตามลำดับ
ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
คำตอบก็คือว่าปุ๋ยยูเรียหรือปุ๋ยเคมีสามารถละลายน้ำได้ดีและปล่อยธาตุไนโตรเจนออกมาเป็นอาหารพืชได้เร็วกว่า ปุ๋ยหมัก ทำให้พืชดูดซับเร็วและสะสมไว้ได้มากกว่านั่นเอง
ปุ๋ยเร่งโตทำเองได้ไม่ง้อยูเรีย..
เราสามารถทำปุ๋ยเร่งโตใช้เองเเทนยูเรียได้หลายสูตรด้วยกัน ลองมาดูกันนะคะว่ามีอะไรบ้าง
1. น้ำมะพร้าวขูดแบบไม่คั้นกะทิออก 3 กิโลกรัม
2. น้ำ 5 ลิตร
วิธีทำ ห่อมะพร้าวด้วยผ้าขาวบางหมักแช่ไว้ 2 คืน นำน้ำที่ได้มารดผัก
สูตร 2 :สิ่งที่ต้องเตรียม
1. หัวไชเท้า 30 กิโลกรัม 2. กากน้ำตาล 10 ลิตร
3. น้ำมะพร้าว 4. ถังพลาสติกมีฝาปิด
วิธีทำล้างหัวไชเท้าให้สะอาด สับเป็นชิ้นเล็กๆใส่ในถัง จากนั้นละลายกากน้ำตาลในน้ำมะพร้าว เทใส่ในถังกะให้น้ำมะพร้าวท่วมหัวไชเท้า คนให้เข้ากัน ปิดฝา หมักทิ้งไว้ 30 วัน กรองน้ำมาใช้
สูตร 3 ปุ๋ยปลาหมัก (จากสวนผักลุงดิ๊ด):
สิ่งที่ต้องเตรียม
1. ปลาหรือหอยเชอร์รี่ 5 กิโลกรัม
2. จุลินทรีย์หน่อกล้วยหัวเชื้อ 5 ลิตร **
3. กากน้ำตาล 5 ช้อนแกง
วิธีทำ นำปลาตายมาสับเป็นท่อนเล็กพอประมาณ ใส่ลงในถังหมัก ผสมกับจุลินทรีย์หน่อกล้วยที่เตรียมไว้ ไม่ต้องคน ปิดฝาไม่ต้องแน่นมาก หมักทิ้งไว้ 7 วัน จากนั้นเติมกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ หมักทิ้งไว้ 1 เดือน กรองน้ำมาใช้ได้
** วิธีทำจุลินทรีย์หน่อกล้วย สูตรหัวเชื้อ..
สิ่งที่ต้องเตรียม 1. หน่อกล้วยสูงประมาณ 1 เมตร ทั้งต้นใบเหง้า ไม่ต้องล้างดินออก
2. กากน้ำตาล
วิธีทำ นำหน่อกล้วยมาสับ ชั่งให้ได้ 3 กิโลกรัม ใส่ลงไปในถังแล้วใส่กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม คลุกให้เข้ากัน ปิดฝาไม่ต้องแน่น วางทิ้งไว้ในที่ร่ม 7 วัน โดยให้เปิดคนทั้งเช้าและเย็น เมื่อครบกำหนด ให้กรองน้ำมาใช้
สูตร 4 : สิ่งที่ต้องเตรียม
1. ปุ๋ยคอก
2. น้ำ
วิธีทำ นำปุ๋ยคอกมาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำน้ำนั้นมารดผัก วิธีนี้เป็นวิธีง่ายที่ที่จะช่วยทำให้พืชสามารถดูดสารอาหารเข้าไปใช้ได้เร็ว หากดินดี รากพืชแข็งแรง พืชก็จะงามและเติบโตดีขึ้นทันใจ
สูตร 5 น้ำหมักจากปัสสาวะ:
วิธีทำ นำปัสสาวะมาหมักกับน้ำตาลทรายแดง อัตราส่วน
น้ำปัสสาวะ 1 ลิตร ต่อน้ำตาลทรายแดง 0.5 กิโลกรัม หมักทิ้งไว้ 2 สัปดาห์ กรองเอาน้ำหมักมาผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 ฝาขวดน้ำดื่ม ต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ 1 ช้อนแกงต่อน้ำ 10 ลิตร ฉีดพ่นหรือรดพืชตอนเช้าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
ลองนำไปทำกันดูนะคะ ใครสามารถหาวัตถุดิบไหนได้ง่าย ก็เลือกใช้สิ่งนั้น อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือใส่ปุ๋ยแล้วอย่าลืมใส่ใจ ช่างสังเกต หมั่นเรียนรู้และทำความเข้าใจธรรมชาติของผักด้วยนะคะ>>
|
ครบเครื่องเรื่องปุ๋ย..แบบชาวบ้านผู้มีประสพการณ์ มาแนะนำให้เพื่อนได้ทดลองทำกัน..พื่อประหยัดต้นทุนการผลิตและได้ผลดี ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม.!!
วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
การทำ..ปุ๋ยยูเรีย-ปุ๋ยหมัก ความเหมือนที่เเตกต่าง .!!
รวมสูตรปุ๋ยหมักชีวภาพและน้ำหมักชีวภาพ.!!
ส่วนผสม : ผัก ผลไม้ หรือเศษอาหารเหลือทิ้ง 1 ส่วน + กากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง 1 ส่วน
วิธีผสม : ผสมส่วนผสมเข้าด้วยกันทิ้งไว้ 7 วัน (น้ำหมักจะเริ่มเป็นสีน้ำตาลไหม้ มีกลิ่นหอมอมเปรี้ยว ถ้าน้ำหมัก มีสีน้ำตาลอ่อน และกลิ่นบูดแสดงว่าใส่น้ำตาลไม่พอให้เพิ่มกากน้ำตาลลงไปอีก กลิ่นบูดจะค่อยๆ หายไปหมักต่อไปเรื่อยๆ) ตวงน้ำหมักใส่ขวดหรือภาชนะเก็บในที่มืด ในห้องธรรมดาจะเก็บไว้ได้นาน 6 เดือน ถึง 1 ปี
การใช้ประโยชน์..
1. ปุ๋ยชีวภาพแห้ง
ส่วนผสม : เศษวัสดุจากพืช 10 ปี๊บ + แกลบ 10 ปี๊บ + มูลสัตว์ 10 ปี๊บ + รำอ่อน 1 ปี๊บ + น้ำหมักพืช 1 ช้อนแกง + กากน้ำตาล 4 ช้อนแกง + น้ำ 1 ถังฝักบัว (18 ลิตร)
วิธีผสม : นำส่วนผสมแห้งทั้งหมดคลุกให้เข้ากันนำน้ำผสมน้ำหมักพืชและกากน้ำตาล รดให้ทั่ว ตรวจสอบความชื้นของปุ๋ย โดยกำไว้ในมือ เมื่อปล่อยมือออกจะจับเป็นก้อนหลอมๆ พอแตะก้อนแล้วแตกเป็นใช้ได้ แล้วเกลี่ยกองปุ๋ยให้เสมอกันให้สูงจากพื้นไม่เกิน 30 ซ.ม. คลุมด้วยกระสอบป่านให้มิดชิด ถ้าผสมปุ๋ยในช่วงเช้า ตอนเย็นให้ทดสอบดู โดยสอดมือเข้าไปในกองปุ๋ยจะร้อนมาก และในวันรุ่งขึ้นจะเริ่มมีเส้นใยขาวๆ ปรากฏบนผิวกองปุ๋ยแสดงว่า จุลินทรีย์เริ่มทำงานทิ้งไว้ 3 วัน แล้วเปิดกระสอบป่านออกคลุกกับปุ๋ยให้ทั่วอีกครั้งหนึ่ง แล้วปิดกระสอบไว้ตามเดิม อีก 3 - 4 วันต่อมา ให้ทดสอบดูอีก ถ้าปุ๋ยมีความเย็นถือว่า ใช้ได้ ถ้ายังมีความร้อนอยู่ให้ทิ้งไว้ต่อไปอีกจนกว่าจะเย็นจึงสามารถนำไปใช้ได้
1. ปุ๋ยชีวภาพแห้ง
ส่วนผสม : เศษวัสดุจากพืช 10 ปี๊บ + แกลบ 10 ปี๊บ + มูลสัตว์ 10 ปี๊บ + รำอ่อน 1 ปี๊บ + น้ำหมักพืช 1 ช้อนแกง + กากน้ำตาล 4 ช้อนแกง + น้ำ 1 ถังฝักบัว (18 ลิตร)
วิธีผสม : นำส่วนผสมแห้งทั้งหมดคลุกให้เข้ากันนำน้ำผสมน้ำหมักพืชและกากน้ำตาล รดให้ทั่ว ตรวจสอบความชื้นของปุ๋ย โดยกำไว้ในมือ เมื่อปล่อยมือออกจะจับเป็นก้อนหลอมๆ พอแตะก้อนแล้วแตกเป็นใช้ได้ แล้วเกลี่ยกองปุ๋ยให้เสมอกันให้สูงจากพื้นไม่เกิน 30 ซ.ม. คลุมด้วยกระสอบป่านให้มิดชิด ถ้าผสมปุ๋ยในช่วงเช้า ตอนเย็นให้ทดสอบดู โดยสอดมือเข้าไปในกองปุ๋ยจะร้อนมาก และในวันรุ่งขึ้นจะเริ่มมีเส้นใยขาวๆ ปรากฏบนผิวกองปุ๋ยแสดงว่า จุลินทรีย์เริ่มทำงานทิ้งไว้ 3 วัน แล้วเปิดกระสอบป่านออกคลุกกับปุ๋ยให้ทั่วอีกครั้งหนึ่ง แล้วปิดกระสอบไว้ตามเดิม อีก 3 - 4 วันต่อมา ให้ทดสอบดูอีก ถ้าปุ๋ยมีความเย็นถือว่า ใช้ได้ ถ้ายังมีความร้อนอยู่ให้ทิ้งไว้ต่อไปอีกจนกว่าจะเย็นจึงสามารถนำไปใช้ได้
2. ปุ๋ยคอกหมัก
วิธีทำ : นำมูลสัตว์ แกลบเผา และรำละเอียดมาผสม เข้าด้วยกัน นำน้ำหมักพืช และกากน้ำตาลผสมน้ำรดกองปุ๋ยที่ผสมคลุกให้ทั่วให้มีความชื้นระดับเดียวกับการทำปุ๋ยชีวภาพ (ปุ๋ยแห้ง) เกลี่ยกองปุ๋ยบนพื้นให้หนาไม่เกิน 15 ซ.ม. คลุมด้วยกระสอบป่าน ทิ้งไว้ 3 - 5 วัน โดยไม่ต้องกลับเมื่อปุ๋ยเย็นลงนำไปใช้ได้
วิธีทำ : นำมูลสัตว์ แกลบเผา และรำละเอียดมาผสม เข้าด้วยกัน นำน้ำหมักพืช และกากน้ำตาลผสมน้ำรดกองปุ๋ยที่ผสมคลุกให้ทั่วให้มีความชื้นระดับเดียวกับการทำปุ๋ยชีวภาพ (ปุ๋ยแห้ง) เกลี่ยกองปุ๋ยบนพื้นให้หนาไม่เกิน 15 ซ.ม. คลุมด้วยกระสอบป่าน ทิ้งไว้ 3 - 5 วัน โดยไม่ต้องกลับเมื่อปุ๋ยเย็นลงนำไปใช้ได้
3. สารขับไล่แมลง
3.1) สูตรทั่วไป ส่วนผสม : นำน้ำหมักพืช กากน้ำตาล เหล้าขาว น้ำส้มสายชู อย่างละ 1 ขวด (ขวดกลม) และน้ำสะอาด 10 ขวด
วิธีทำ : ผสมส่วนผสมให้เข้ากันแล้วหมักทิ้งไว้ 15 วัน (ควรมีฝาปิดมิดชิด) ระหว่างการหมัก (ช่วง 15 วันแรก) ให้เปิดฝาคนทุกวันเช้า - เย็น เพื่อไม่ให้เป็นตะกอนนอนก้นและเพื่อระบายแก๊สออกครบกำหนดให้นำไปใช้ได้ หัวเชื้อนี้สามารถเก็บได้นาน 3 เดือน โดยไม่ต้องเปิดฝาระบายแก๊สเป็นครั้งคราว
การใช้ประโยชน์ : นำหัวเชื้อยาขับไล่แมลงนี้ไปผสมกับน้ำในอัตราส่วน 5 ช้อนแกง กากน้ำตาล 5 ช้อนแกงผสมกับน้ำ 10 ลิตร จากนั้นนำส่วนผสมไปฉีดพ่นต้นไม้สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง หรือตามความจำเป็น (ใช้บ่อยๆ ได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อพืชและคน) โดยฉีดพ่นในช่วงเย็น สำหรับพืชที่กำลังแตกใบอ่อนให้ใช้ในอัตราส่วนที่เจือจางลงโดยหัวเชื้อที่ผสมน้ำแล้วหากใช้ร่วมกับพืชสมุนไพรต่างๆ เช่น สะเดา ข่า ตระไคร้หอม ยาสูบโดยนำหัวเชื้อยาขับไล่แมลงใส่เพิ่มลงไปอีก 5 ช้อนแกง (ต่อน้ำ 10 ลิตร) จะทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
3.1) สูตรทั่วไป ส่วนผสม : นำน้ำหมักพืช กากน้ำตาล เหล้าขาว น้ำส้มสายชู อย่างละ 1 ขวด (ขวดกลม) และน้ำสะอาด 10 ขวด
วิธีทำ : ผสมส่วนผสมให้เข้ากันแล้วหมักทิ้งไว้ 15 วัน (ควรมีฝาปิดมิดชิด) ระหว่างการหมัก (ช่วง 15 วันแรก) ให้เปิดฝาคนทุกวันเช้า - เย็น เพื่อไม่ให้เป็นตะกอนนอนก้นและเพื่อระบายแก๊สออกครบกำหนดให้นำไปใช้ได้ หัวเชื้อนี้สามารถเก็บได้นาน 3 เดือน โดยไม่ต้องเปิดฝาระบายแก๊สเป็นครั้งคราว
การใช้ประโยชน์ : นำหัวเชื้อยาขับไล่แมลงนี้ไปผสมกับน้ำในอัตราส่วน 5 ช้อนแกง กากน้ำตาล 5 ช้อนแกงผสมกับน้ำ 10 ลิตร จากนั้นนำส่วนผสมไปฉีดพ่นต้นไม้สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง หรือตามความจำเป็น (ใช้บ่อยๆ ได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อพืชและคน) โดยฉีดพ่นในช่วงเย็น สำหรับพืชที่กำลังแตกใบอ่อนให้ใช้ในอัตราส่วนที่เจือจางลงโดยหัวเชื้อที่ผสมน้ำแล้วหากใช้ร่วมกับพืชสมุนไพรต่างๆ เช่น สะเดา ข่า ตระไคร้หอม ยาสูบโดยนำหัวเชื้อยาขับไล่แมลงใส่เพิ่มลงไปอีก 5 ช้อนแกง (ต่อน้ำ 10 ลิตร) จะทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
3.2) สูตรเข้มข้น วิธีทำ : ใช้ส่วนผสมและวิธีทำเหมือนสูตรธรรมดา แต่เพิ่มปริมาณเหล้าขาวเป็น 2 ขวด
การใช้ประโยชน์ : ใช้ฉีดพ่นปราบหนอน และแมลงศัตรูพืชที่ปราบยาก เช่น หนอนกอกลม หนอนชอนใบ ฯลฯ โดยใช้สัดส่วนหัวเชื้อสูตรเข้มข้น 1 แก้ว ต่อน้ำ 200 ลิตร (1 ถังแดง) หรือมากน้อยกว่านี้แล้วแต่ความเหมาะสม หรือใช้กำจัดเหาในศีรษะคน โดยเอาน้ำราดผมให้เปียกแล้วชะโลมด้วยหัวเชื้อสูตรเข้มข้นผสมน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 50 หมักไว้ 30 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด หรือใช้กำจัดเห็บ หมัดในสัตว์เลี้ยง
4. ฮอร์โมนพืช
ส่วนผสม : ประกอบด้วย กล้วยน้ำว้าสุก /ฟักทองแก่จัด /มะละกอสุก อย่างละ 1 ก.ก. น้ำหมักพืช 2 ช้อนแกง กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง และน้ำสะอาด 5 ลิตร
วิธีทำ : สับกล้วย ฟักทอง และมะละกอ (ทั้งเปลือกและเมล็ด) ให้ละเอียด (ส่วนแรก) จากนั้นนำน้ำหมักพืช กากน้ำตาล และน้ำสะอาดให้เข้ากัน (ส่วนที่สอง) จากนั้นนำส่วนผสมทั้งสองส่วนมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วบรรจุลงในถุงปุ๋ยโดยหมักไว้ในถังพลาสติกปิดฝาระยะเวลา 7 - 8 วัน
การใช้ประโยชน์ : นำส่วนที่เป็นน้ำจากการหมัก (ในถังพลาสติก) ผสมกับน้ำในอัตราส่วน 2 ช้อนแกงต่อน้ำ 5 ลิตร ฉีดพ่นหรือรดต้นไม้ในช่วงติดดอกจะทำให้ติดผลดี ส่วนที่เป็นไขมันเหลืองๆ ในถุงปุ๋ย ใช้ทากิ่งตอน กิ่งปักชำ กิ่งทาบ ฯลฯ ช่วยให้แตกรากดี
ส่วนผสม : ประกอบด้วย กล้วยน้ำว้าสุก /ฟักทองแก่จัด /มะละกอสุก อย่างละ 1 ก.ก. น้ำหมักพืช 2 ช้อนแกง กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง และน้ำสะอาด 5 ลิตร
วิธีทำ : สับกล้วย ฟักทอง และมะละกอ (ทั้งเปลือกและเมล็ด) ให้ละเอียด (ส่วนแรก) จากนั้นนำน้ำหมักพืช กากน้ำตาล และน้ำสะอาดให้เข้ากัน (ส่วนที่สอง) จากนั้นนำส่วนผสมทั้งสองส่วนมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วบรรจุลงในถุงปุ๋ยโดยหมักไว้ในถังพลาสติกปิดฝาระยะเวลา 7 - 8 วัน
การใช้ประโยชน์ : นำส่วนที่เป็นน้ำจากการหมัก (ในถังพลาสติก) ผสมกับน้ำในอัตราส่วน 2 ช้อนแกงต่อน้ำ 5 ลิตร ฉีดพ่นหรือรดต้นไม้ในช่วงติดดอกจะทำให้ติดผลดี ส่วนที่เป็นไขมันเหลืองๆ ในถุงปุ๋ย ใช้ทากิ่งตอน กิ่งปักชำ กิ่งทาบ ฯลฯ ช่วยให้แตกรากดี
การประยุกต์ใช้กับพืชการเกษตร
1. ข้าว ในพื้นที่นาข้าว 1 ไร่ ใส่ปุ๋ยชีวภาพ (ปุ๋ยแห้ง) 200 ก.ก. โดยแบ่งใส่เป็นระยะดังนี้
- ไถ่พรวน หว่านปุ๋ยชีวภาพ 100 ก.ก. (ต่อ 1 ไร่) ให้ทั่ว จากนั้นนำน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากน้ำหมักพืช 2 แก้ว กากน้ำตาล 2 แก้ว ในน้ำ 200 ลิตร (1 ถังแดง) ต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่นให้ทั่วแล้วไถพรวน ทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อให้จุลินทรีย์ในน้ำหมักพืชทำการย่อยสลายวัชพืชและเร่งการงอกของเมล็ดข้าว เมื่อไถพรวนแล้ว 15 วัน ให้ฉีดพ่นน้ำผสมน้ำหมักพืช และกากน้ำตาล ในอัตราส่วนเท่าเดิมอีกครั้งหนึ่ง แล้วไถกลบเพื่อทำลายวัชพืชให้เป็นปุ๋ยพืชสด ทิ้งไว้อีก 15 วัน แล้วจึงไถคราดเพื่อดำนาต่อไป
- ไถคราด พ่นน้ำหมักพืชผสมกากน้ำตาลและน้ำ อัตราส่วนเท่าเดิมอีกครั้งหนึ่ง ก่อนไถคราดให้ทั่วเพื่อเตรียมปักดำ
- หลังปักดำ 7-15 วัน ให้หว่านปุ๋ยชีวภาพ 30 ก.ก. ต่อไร่ ฉีดพ่นด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืชในอัตราส่วนน้ำ 1 ถังแดงต่อน้ำหมักพืช และกากน้ำตาลอย่างละ 1 แก้ว
- ข้าวอายุ 1 เดือน หว่านปุ๋ยชีวภาพ 30 ก.ก. ต่อไร่ ฉีดพ่นด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืชในอัตราส่วนน้ำ 1 ถังแดงต่อน้ำหมักพืช และกากน้ำตาลอย่างละ 1 แก้ว
- ก่อนข้าวตั้งท้องเล็กน้อย หว่านปุ๋ยชีวภาพ 40 ก.ก. ต่อไร่ ฉีดพ่นด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืชและกากน้ำตาล อย่างละ 1 แก้ว
- การป้องกันศัตรู ใช้หัวเชื้อยาขับไล่แมลงผสมกับน้ำฉีดพ่นทุก 15 วัน โดยฉีดพ่นในช่วงเช้ามืดหรือช่วงเย็น หรือถ้ามีต้องการป้องกันกำจัดหอยเชอรี่ ให้เตรียมจากส่วนผสมของยาฉุน 2 - 3 ก.ก. + หนอนตายยาก 1 ก.ก. + น้ำสมสายชู 1 ลิตร + หล้าขาว 1 ขวด + กากน้ำตาล 1 ขวด หมักทิ้งไว้ประมาณ 2 - 3 วัน แล้วฉีดพ่นในแปลงนาระยะปล่อยน้ำเข้า ช่วงเตรียมดินในอัตราส่วน 40 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร
- ไถ่พรวน หว่านปุ๋ยชีวภาพ 100 ก.ก. (ต่อ 1 ไร่) ให้ทั่ว จากนั้นนำน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากน้ำหมักพืช 2 แก้ว กากน้ำตาล 2 แก้ว ในน้ำ 200 ลิตร (1 ถังแดง) ต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่นให้ทั่วแล้วไถพรวน ทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อให้จุลินทรีย์ในน้ำหมักพืชทำการย่อยสลายวัชพืชและเร่งการงอกของเมล็ดข้าว เมื่อไถพรวนแล้ว 15 วัน ให้ฉีดพ่นน้ำผสมน้ำหมักพืช และกากน้ำตาล ในอัตราส่วนเท่าเดิมอีกครั้งหนึ่ง แล้วไถกลบเพื่อทำลายวัชพืชให้เป็นปุ๋ยพืชสด ทิ้งไว้อีก 15 วัน แล้วจึงไถคราดเพื่อดำนาต่อไป
- ไถคราด พ่นน้ำหมักพืชผสมกากน้ำตาลและน้ำ อัตราส่วนเท่าเดิมอีกครั้งหนึ่ง ก่อนไถคราดให้ทั่วเพื่อเตรียมปักดำ
- หลังปักดำ 7-15 วัน ให้หว่านปุ๋ยชีวภาพ 30 ก.ก. ต่อไร่ ฉีดพ่นด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืชในอัตราส่วนน้ำ 1 ถังแดงต่อน้ำหมักพืช และกากน้ำตาลอย่างละ 1 แก้ว
- ข้าวอายุ 1 เดือน หว่านปุ๋ยชีวภาพ 30 ก.ก. ต่อไร่ ฉีดพ่นด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืชในอัตราส่วนน้ำ 1 ถังแดงต่อน้ำหมักพืช และกากน้ำตาลอย่างละ 1 แก้ว
- ก่อนข้าวตั้งท้องเล็กน้อย หว่านปุ๋ยชีวภาพ 40 ก.ก. ต่อไร่ ฉีดพ่นด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืชและกากน้ำตาล อย่างละ 1 แก้ว
- การป้องกันศัตรู ใช้หัวเชื้อยาขับไล่แมลงผสมกับน้ำฉีดพ่นทุก 15 วัน โดยฉีดพ่นในช่วงเช้ามืดหรือช่วงเย็น หรือถ้ามีต้องการป้องกันกำจัดหอยเชอรี่ ให้เตรียมจากส่วนผสมของยาฉุน 2 - 3 ก.ก. + หนอนตายยาก 1 ก.ก. + น้ำสมสายชู 1 ลิตร + หล้าขาว 1 ขวด + กากน้ำตาล 1 ขวด หมักทิ้งไว้ประมาณ 2 - 3 วัน แล้วฉีดพ่นในแปลงนาระยะปล่อยน้ำเข้า ช่วงเตรียมดินในอัตราส่วน 40 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร
หมายเหตุ : ต่อพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้ปุ๋ยชีวภาพเฉลี่ย 200 ก.ก. ในปีแรกที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพอาจต้องใช้ปุ๋ยปริมาณมาก แต่เมื่อดินคืนสภาพสู่ความอุดมสมบูรณ์ดีแล้วปีต่อๆ ไป จะสามารถใช้ปุ๋ยในปริมาณน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนปริมาณผลผลิตในปีแรกอาจจะไม่เพิ่มกว่าปกติ แต่ในช่วงปีต่อไปๆ ไปปริมาณ ผลผลิตสูงขึ้นเรื่อย ทำให้ได้ประโยชน์ทั้งการลดต้นทุนค่าปุ๋ย และเพิ่มปริมาณผลผลิต
2. ผักสวนครัว
- โรยปุ๋ยชีวภาพ 2 กำมือ ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร เอาหญ้าหรือฟางแห้งคลุมทับ
- รดด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืชในอัตรา 1 ช้อนแกง ต่อน้ำ 10 ลิตร ทิ้งไว้ 7 วัน จึงลงมือปลูก
- โรยปุ๋ยชีวภาพซ้ำรอบๆ ทรงพุ่ม (อย่าให้โดนใบหรือโคนต้น) เดือนละ 1 - 2 ครั้ง
- รดน้ำผสมน้ำหมักพืช อัตราส่วน 2 ช้อนแกง ต่อน้ำ 1 ถังฝักบัว สัปดาห์ ละ 1 - 2 ครั้ง
- ใช้หัวเชื้อยาขับไล่แมลง กากน้ำตาล (เพื่อช่วยจับใบ) ผสมน้ำฉีดพ่นเมื่อมีศัตรูพืชระบาด
- โรยปุ๋ยชีวภาพ 2 กำมือ ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร เอาหญ้าหรือฟางแห้งคลุมทับ
- รดด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืชในอัตรา 1 ช้อนแกง ต่อน้ำ 10 ลิตร ทิ้งไว้ 7 วัน จึงลงมือปลูก
- โรยปุ๋ยชีวภาพซ้ำรอบๆ ทรงพุ่ม (อย่าให้โดนใบหรือโคนต้น) เดือนละ 1 - 2 ครั้ง
- รดน้ำผสมน้ำหมักพืช อัตราส่วน 2 ช้อนแกง ต่อน้ำ 1 ถังฝักบัว สัปดาห์ ละ 1 - 2 ครั้ง
- ใช้หัวเชื้อยาขับไล่แมลง กากน้ำตาล (เพื่อช่วยจับใบ) ผสมน้ำฉีดพ่นเมื่อมีศัตรูพืชระบาด
3. ไม้ผลและไม้ยืนต้น
วิธีใช้ : ใช้ปุ๋ยชีวภาพรองก้นหลุม จำนวน 2 กำมือ คลุกกับดินก้นหลุมให้เข้ากัน รดด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืช (น้ำหมักพืช 1 ช้อน ต่อน้ำ 10 ลิตร) ทิ้งไว้ 7 วัน จึงลงมือปลูกคลุมโคนต้นด้วยเศษใบไม้แห้ง เมื่อต้นไม้ตั้งตัวได้แล้วให้พรวนดิน และโรยปุ๋ยซ้ำรอบทรงพุ่ม ต้นละ 2 ก.ก. ต่อปี พร้อมกับรดด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืชเป็นระยะๆ
วิธีใช้ : ใช้ปุ๋ยชีวภาพรองก้นหลุม จำนวน 2 กำมือ คลุกกับดินก้นหลุมให้เข้ากัน รดด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืช (น้ำหมักพืช 1 ช้อน ต่อน้ำ 10 ลิตร) ทิ้งไว้ 7 วัน จึงลงมือปลูกคลุมโคนต้นด้วยเศษใบไม้แห้ง เมื่อต้นไม้ตั้งตัวได้แล้วให้พรวนดิน และโรยปุ๋ยซ้ำรอบทรงพุ่ม ต้นละ 2 ก.ก. ต่อปี พร้อมกับรดด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืชเป็นระยะๆ
4. การแก้ปัญหาวัชพืชโดยไม่ใช้สารเคมี
วิธีทำลายวัชพืช : ตัดหรือล้มวัชพืชต่างๆ ให้เกิดรอยช้ำ แล้วโรยปุ๋ยชีวภาพทับลงไปหรือไถพรวน จากนั้นฉีดพ่นซ้ำด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืชปริมาณเข้มข้น (น้ำ 10 ส่วน ต่อน้ำหมักพืช 1 ส่วน) โดยใช้วิธีการนี้ก่อนการไถพื้นที่นาหรือใส่ล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน และหลังการเก็บเกี่ยว หากทำติดต่อกัน 3 ปี สภาพดินจะร่วนซุ่ยจนไม่จำเป็นต้องไถพรวนอีกต่อไป
วิธีทำลายวัชพืช : ตัดหรือล้มวัชพืชต่างๆ ให้เกิดรอยช้ำ แล้วโรยปุ๋ยชีวภาพทับลงไปหรือไถพรวน จากนั้นฉีดพ่นซ้ำด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืชปริมาณเข้มข้น (น้ำ 10 ส่วน ต่อน้ำหมักพืช 1 ส่วน) โดยใช้วิธีการนี้ก่อนการไถพื้นที่นาหรือใส่ล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน และหลังการเก็บเกี่ยว หากทำติดต่อกัน 3 ปี สภาพดินจะร่วนซุ่ยจนไม่จำเป็นต้องไถพรวนอีกต่อไป
5. การปศุสัตว์
การเลี้ยงสุกร ผสมน้ำหมักพืช 1 ลิตร กากน้ำตาล 1 ลิตร น้ำสะอาด 100 ลิตร ในภาชนะแล้วปิดฝาให้สนิท หมักทิ้งไว้ 3 วัน จึงนำไปใช้ประโยชน์ได้
- ทำความสะอาด ให้นำไปฉีดล้างคอกให้ทั่ว จะกำจัดกลิ่นมูลเก่าได้ภายใน 24 ช.ม. หากทำซ้ำทุกสัปดาห์ น้ำล้างคอกนี้จะช่วยบำบัดน้ำเสียตามท่อและบ่อพักให้สะอาดขึ้นด้วย หรือถ้าผสมน้ำหมักพืช 1 ลิตร ต่อน้ำสะอาด 100 ลิตร ฉีดพ่นตามบ่อน้ำ เพื่อกำจัดหนอนแมลงวัน จะเห็นผลใน 1 - 2 สัปดาห์
- ผสมอาหาร ให้ผสมน้ำหมักพืช 1 ลิตร ต่อน้ำสะอาด 5 - 20 ถังแดง (โดยประมาณ) ให้สุกรกินทุกวันจะช่วยให้แข็งแรงมีความต้านทานโรค และป้องกันกลิ่นเหม็นจากมูลสุกรที่เกิดขึ้นใหม่ด้วย กรณีลูกสุกรที่ท้องเสียให้ใช้น้ำหมักพืช (หัวเชื้อ) 5 ซี.ซี. หยอดเข้าปากจะรักษาอาการได้
การเลี้ยงสุกร ผสมน้ำหมักพืช 1 ลิตร กากน้ำตาล 1 ลิตร น้ำสะอาด 100 ลิตร ในภาชนะแล้วปิดฝาให้สนิท หมักทิ้งไว้ 3 วัน จึงนำไปใช้ประโยชน์ได้
- ทำความสะอาด ให้นำไปฉีดล้างคอกให้ทั่ว จะกำจัดกลิ่นมูลเก่าได้ภายใน 24 ช.ม. หากทำซ้ำทุกสัปดาห์ น้ำล้างคอกนี้จะช่วยบำบัดน้ำเสียตามท่อและบ่อพักให้สะอาดขึ้นด้วย หรือถ้าผสมน้ำหมักพืช 1 ลิตร ต่อน้ำสะอาด 100 ลิตร ฉีดพ่นตามบ่อน้ำ เพื่อกำจัดหนอนแมลงวัน จะเห็นผลใน 1 - 2 สัปดาห์
- ผสมอาหาร ให้ผสมน้ำหมักพืช 1 ลิตร ต่อน้ำสะอาด 5 - 20 ถังแดง (โดยประมาณ) ให้สุกรกินทุกวันจะช่วยให้แข็งแรงมีความต้านทานโรค และป้องกันกลิ่นเหม็นจากมูลสุกรที่เกิดขึ้นใหม่ด้วย กรณีลูกสุกรที่ท้องเสียให้ใช้น้ำหมักพืช (หัวเชื้อ) 5 ซี.ซี. หยอดเข้าปากจะรักษาอาการได้
หมายเหตุ : กรณีที่เลี้ยงวัว ควาย ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้โดยผสมน้ำหมักพืช กากน้ำตาล และน้ำแล้วรดฟางหรือหัวอาหารให้กิน รวมทั้งใช้ผสมในน้ำให้กินทุกวัน
การเลี้ยงไก่ และสัตว์ปีกอื่นๆ ใช้น้ำหมักพืชผสมน้ำสะอาดให้กินทุกวันจะช่วยให้แข็งแรง ไข่ดก น้ำหนักดีอัตราการตายต่ำและมูลสัตว์ไม่มีกลิ่นเหม็น หากใช้น้ำหมักพืชผสมน้ำฉีดพ่นตามพื้นที่กำจัด กลิ่นแก๊ส และกลิ่นเหม็นจากมูลทุก ๆ 4 วัน และยังช่วยกำจัด การขยายพันธุ์ของแมลงวันทางอ้อมด้วย
สูตรที่ 2 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุพรรณบุรี..
1. น้ำหมักชีวภาพจากปลา
ส่วนผสม : เนื้อปลา น้ำกรดเข้มข้น 3% กากน้ำตาล 20% และหัวเชื้อจุลินทรีย์
วิธีทำ : นำมาผสมรวมกันหมักทิ้งไว้ 1 เดือน นำมากรองกากมาทำปุ๋ย และน้ำไปฉีดพ่น
การใช้ประโยชน์ : ใช้อัตรา 100 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อปรับสภาพดินให้ร่วนเหมาะแก่การเจริญเติบโต ลดการใช้ปุ๋ยเคมี หรือใช้ในนาข้าวช่วงก่อนหว่านข้าวฉีดพ่นพร้อมสารควบคุมวัชพืช อัตรา 100 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร และหลังหว่านข้าว 20 วัน อัตรา 50 - 60 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ช่วยเร่งการแตกกอ และเพิ่มจำนวนต้น ต่อกอ รวมทั้งใช้ฉีดพ่นข้าวระยะตั้งท้องและน้ำนมด้วย
ส่วนผสม : เนื้อปลา น้ำกรดเข้มข้น 3% กากน้ำตาล 20% และหัวเชื้อจุลินทรีย์
วิธีทำ : นำมาผสมรวมกันหมักทิ้งไว้ 1 เดือน นำมากรองกากมาทำปุ๋ย และน้ำไปฉีดพ่น
การใช้ประโยชน์ : ใช้อัตรา 100 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อปรับสภาพดินให้ร่วนเหมาะแก่การเจริญเติบโต ลดการใช้ปุ๋ยเคมี หรือใช้ในนาข้าวช่วงก่อนหว่านข้าวฉีดพ่นพร้อมสารควบคุมวัชพืช อัตรา 100 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร และหลังหว่านข้าว 20 วัน อัตรา 50 - 60 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ช่วยเร่งการแตกกอ และเพิ่มจำนวนต้น ต่อกอ รวมทั้งใช้ฉีดพ่นข้าวระยะตั้งท้องและน้ำนมด้วย
2. น้ำหมักชีวภาพจากเศษซากพืช ส่วนผสม : เศษพืช 3 ส่วน น้ำตาลทรายแดง หรือกากน้ำตาล 1 ส่วน
วิธีทำ : นำส่วนผสมรวมกันหมักทิ้งไว้นาน 3 เดือน
การใช้ประโยชน์ : ใช้เป็นปุ๋ยให้กับผัก หรือฉีดพ่นขับไล่แมลง และป้องกันกำจัดโรคบางชนิด
วิธีทำ : นำส่วนผสมรวมกันหมักทิ้งไว้นาน 3 เดือน
การใช้ประโยชน์ : ใช้เป็นปุ๋ยให้กับผัก หรือฉีดพ่นขับไล่แมลง และป้องกันกำจัดโรคบางชนิด
3. น้ำหมักสมุนไพร
3.1 พืชผักสวนครัว
ส่วนผสม : เมล็ดสะเดา 2 ก.ก หัวข่าแก่ 1 ก.ก. ตะไคร้หอม 1 ก.ก. และน้ำหมักชีวภาพ 10 ลิตร
วิธีทำ : นำส่วนผสมมาผสมรวมกัน
การใช้ประโยชน์ : ป้องกันเพลี้ยอ่อน หนอนใยผัก หนอนกระทู้ หนอนคืบ เพลี้ยไฟในถั่วฝักยาว ถั่วพู แค คะน้า ฯลฯ
3.1 พืชผักสวนครัว
ส่วนผสม : เมล็ดสะเดา 2 ก.ก หัวข่าแก่ 1 ก.ก. ตะไคร้หอม 1 ก.ก. และน้ำหมักชีวภาพ 10 ลิตร
วิธีทำ : นำส่วนผสมมาผสมรวมกัน
การใช้ประโยชน์ : ป้องกันเพลี้ยอ่อน หนอนใยผัก หนอนกระทู้ หนอนคืบ เพลี้ยไฟในถั่วฝักยาว ถั่วพู แค คะน้า ฯลฯ
3.2 สวนไม้ผล
ส่วนผสม : เมล็ดสะเดา 2 ก.ก หัวข่าแก่ 1 ก.ก. ตะไคร้หอม 1 ก.ก. และน้ำหมักชีวภาพ 20 ลิตร
วิธีทำ : นำมาผสมรวมกันทั้งหมดทิ้งไว้ 1 คืน แล้วใช้ผ้ากรองมาใช้ประโยชน์
การใช้ประโยชน์ : นำน้ำเชื้อที่ได้ 1 ลิตร ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นไม้ผลขณะแตกใบอ่อน ระยะออกดอก และมีผล เพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ หนอนแก้วส้ม แมลงวันทอง ด้วงงวงมะพร้าว
ส่วนผสม : เมล็ดสะเดา 2 ก.ก หัวข่าแก่ 1 ก.ก. ตะไคร้หอม 1 ก.ก. และน้ำหมักชีวภาพ 20 ลิตร
วิธีทำ : นำมาผสมรวมกันทั้งหมดทิ้งไว้ 1 คืน แล้วใช้ผ้ากรองมาใช้ประโยชน์
การใช้ประโยชน์ : นำน้ำเชื้อที่ได้ 1 ลิตร ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นไม้ผลขณะแตกใบอ่อน ระยะออกดอก และมีผล เพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ หนอนแก้วส้ม แมลงวันทอง ด้วงงวงมะพร้าว
สูตรที่ 3 เครือข่ายผัก โครงการพัฒนาเกษตรยั่งยืน
1. น้ำหมักสมุนไพร
ส่วนผสม : หางไหล บอระเพ็ด หนอนตายยาก ตะไคร้หอม เปลือกสะเดาหรือใบแก่ สาบเสือ ยาสูบ (ก้าน หรือใบสด ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้)
วิธีทำ : นำส่วนผสมมาสับให้ละเอียดใส่ในโองหรือถังใส่น้ำให้ท่วมฝามือ (30 - 50 ลิตร) จากนั้นใส่เหล้าขาว 1 ขวด ตามด้วยหัวน้ำส้ม 150 ซี.ซี. (ถ้าไม่มีใส่ผลมะกรูด หรือมะนาวผ่าซีก 2 ลูก) หากมีกลิ่นเหม็นให้ใส่กากน้ำตาล หมักไว้ 7 วัน สามารถนำไปใช้ได้
การใช้ประโยชน์ : ขับไล่หนอนใย หนอนกระทู้ เพลี้ยอ่อน และป้องกันกำจัดโรคเน่า โรคใบไหม้ในผักบางชนิด
ส่วนผสม : หางไหล บอระเพ็ด หนอนตายยาก ตะไคร้หอม เปลือกสะเดาหรือใบแก่ สาบเสือ ยาสูบ (ก้าน หรือใบสด ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้)
วิธีทำ : นำส่วนผสมมาสับให้ละเอียดใส่ในโองหรือถังใส่น้ำให้ท่วมฝามือ (30 - 50 ลิตร) จากนั้นใส่เหล้าขาว 1 ขวด ตามด้วยหัวน้ำส้ม 150 ซี.ซี. (ถ้าไม่มีใส่ผลมะกรูด หรือมะนาวผ่าซีก 2 ลูก) หากมีกลิ่นเหม็นให้ใส่กากน้ำตาล หมักไว้ 7 วัน สามารถนำไปใช้ได้
การใช้ประโยชน์ : ขับไล่หนอนใย หนอนกระทู้ เพลี้ยอ่อน และป้องกันกำจัดโรคเน่า โรคใบไหม้ในผักบางชนิด
2. ปุ๋ยหมักชีวภาพสูตรเร่งรัด (3 วัน) ส่วนผสม : มูล (วัว, เป็ด, หมู) 1 ปี๊บ ขี้เถ้าแกลบ 1 ปี๊บ รำละเอียด 1 ก.ก. น้ำหมักชีวภาพ 50 -100 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร
วิธีทำ : นำส่วนผสม มาคลุกเคล้า แล้วนำน้ำหมัก มารดให้ได้ ความชื้น 50% สังเกตได้จากกำมือแล้วแบออกปุ๋ยจะค่อยๆ แตกตัวออก ถ้าใช้ถุงพลาสติกคลุมหรือใช้กระสอบปุ๋ยหมักจะสามารถนำปุ๋ยไปใช้ได้เร็วขึ้น ปุ๋ยที่จะนำไปใช้ต้องหมดความร้อนก่อน
การใช้ประโยชน์ : แก้ปัญหาดินเสื่อมสภาพในแปลงผักโดยใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 ตันต่อไร่ (40 กระสอบ) หรือใช้น้ำหมักชีวภาพ ฉีดพ่นทางใบ อัตรา 30-40 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุกๆ 5 วัน หรือใช้ทางดิน อัตรา 100 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ปล่อยตามท้องร่อง
วิธีทำ : นำส่วนผสม มาคลุกเคล้า แล้วนำน้ำหมัก มารดให้ได้ ความชื้น 50% สังเกตได้จากกำมือแล้วแบออกปุ๋ยจะค่อยๆ แตกตัวออก ถ้าใช้ถุงพลาสติกคลุมหรือใช้กระสอบปุ๋ยหมักจะสามารถนำปุ๋ยไปใช้ได้เร็วขึ้น ปุ๋ยที่จะนำไปใช้ต้องหมดความร้อนก่อน
การใช้ประโยชน์ : แก้ปัญหาดินเสื่อมสภาพในแปลงผักโดยใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 ตันต่อไร่ (40 กระสอบ) หรือใช้น้ำหมักชีวภาพ ฉีดพ่นทางใบ อัตรา 30-40 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุกๆ 5 วัน หรือใช้ทางดิน อัตรา 100 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ปล่อยตามท้องร่อง
สูตรที่ 4 เครือข่ายข้าว โครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืน
ส่วนผสม : เช่นเดียวกับสูตรที่ 1
วิธีทำ : เช่นเดียวกับสูตรที่ 1
การใช้ประโยชน์ : ใช้ในนาข้าวดังนี้
1. การป้องกันกำจัดวัชพืช ใช้อัตรา 3 ลิตรต่อน้ำ 200 ลิตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยปล่อยให้ไหลไปตามทางน้ำไหลเข้านา หรือจะใช้วิธีฉีดพ่น ใช้อัตรา 200 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่
2. ใช้แทนการปุ๋ยเคมี ให้เริ่มตั้งแต่ช่วงเตรียมดิน (ป้องกันกำจัดวัชพืช) และใช้ครั้งต่อไปหลังหว่านข้าว 10 - 15 วัน และใช้ต่อเนื่องทุก 10 วัน รวม 5 ครั้ง ใช้อัตรา 1 ลิตร/น้ำ 200 ลิตร สำหรับพื้นที่ 1 ไร่
3. ลดการใช้ปุ๋ยเคมีครึ่งหนึ่ง โดยงดการใช้ปุ๋ยแต่งหน้า แต่ใช้น้ำหมักชีวภาพแทนปฏิบัติดังนี้คือ ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 15 ก.ก. ต่อไร่ หลังหว่านข้าว 15 - 20 วัน แล้วใช้นำหมักในอัตราเดียวกับข้อ 2
4. ป้องกันกำจัดหอยเชอรี่ โดยใช้ส่วนผสมของยาฉุน 2 - 3 ก.ก. + หนอนตายยาก 1 ก.ก. + น้ำส้มสายชู 1 ลิตร + เหล้าขาว 1 ขวด + กากน้ำตาล 1 ขวด หมักทิ้งไว้ 2 - 3 วัน แล้วฉีดพ่นในแปลงนาระยะปล่อยน้ำเข้านาช่วงเตรียมดิน ในอัตราส่วน 40 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร
วิธีทำ : เช่นเดียวกับสูตรที่ 1
การใช้ประโยชน์ : ใช้ในนาข้าวดังนี้
1. การป้องกันกำจัดวัชพืช ใช้อัตรา 3 ลิตรต่อน้ำ 200 ลิตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยปล่อยให้ไหลไปตามทางน้ำไหลเข้านา หรือจะใช้วิธีฉีดพ่น ใช้อัตรา 200 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่
2. ใช้แทนการปุ๋ยเคมี ให้เริ่มตั้งแต่ช่วงเตรียมดิน (ป้องกันกำจัดวัชพืช) และใช้ครั้งต่อไปหลังหว่านข้าว 10 - 15 วัน และใช้ต่อเนื่องทุก 10 วัน รวม 5 ครั้ง ใช้อัตรา 1 ลิตร/น้ำ 200 ลิตร สำหรับพื้นที่ 1 ไร่
3. ลดการใช้ปุ๋ยเคมีครึ่งหนึ่ง โดยงดการใช้ปุ๋ยแต่งหน้า แต่ใช้น้ำหมักชีวภาพแทนปฏิบัติดังนี้คือ ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 15 ก.ก. ต่อไร่ หลังหว่านข้าว 15 - 20 วัน แล้วใช้นำหมักในอัตราเดียวกับข้อ 2
4. ป้องกันกำจัดหอยเชอรี่ โดยใช้ส่วนผสมของยาฉุน 2 - 3 ก.ก. + หนอนตายยาก 1 ก.ก. + น้ำส้มสายชู 1 ลิตร + เหล้าขาว 1 ขวด + กากน้ำตาล 1 ขวด หมักทิ้งไว้ 2 - 3 วัน แล้วฉีดพ่นในแปลงนาระยะปล่อยน้ำเข้านาช่วงเตรียมดิน ในอัตราส่วน 40 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร
สูตรที่ 5 อาจารย์ชลอ รุ่งกำจัด
ส่วนผสม : เศษซากพืชสด 3 ส่วน (หากเป็นเศษซากสัตว์ใช้ 1 ส่วน) และกากน้ำตาล 1 ส่วน
วิธีทำ : นำมาผสมรวมกันหมักทิ้งไว้ 7 - 15 วัน จะได้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพ หากต้องการขยายหัวเชื้อให้ใช้กากนำตาล 1 ก.ก. หัวเชื้อ 1 ลิตร และน้ำ 20 ลิตร หมักทิ้งไว้ 7 - 15 วัน เช่นกัน
การใช้ประโยชน์ : ฉีดพ่นป้องกันกำจัดศัตรูพืช ใช้หัวเชื้อน้ำหมัก 2 ช้อนแกง ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 3 วัน หากต้องการลดการระบาดหรือป้องกันกำจัดแมลงจำพวกเพลี้ย ใช้น้ำหมัก 1 ส่วน เหล้าขาว 2 ส่วน น้ำส้มสายชูเข้มข้น 5% 1 ส่วน และกากน้ำตาล 1 ส่วน หมักทิ้งไว้ 1 วัน แล้วใช้น้ำที่ได้จากการหมัก 2 ช้อนแกงผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นป้องกันกำจัดเพลี้ย หรือถ้าต้องการนำมาทำไวน์ ใช้จุลินทรีย์ 1 ลิตร ผสมกับน้ำตาลทรายขาว (ตามแต่ต้องการ) น้ำผลไม้ 3 ก.ก. และผงฟู 3 ช้อนแกง หรือใช้รักษาโรคฝ้า ใช้จุลินทรีย์ มะละกอสุก กล้วยน้ำว้าสุก น้ำผึ้งแท้ อย่างละ 1 ส่วน ผสมรวมกันหมักทิ้งไว้ 1 เดือน นำน้ำที่ได้ทาส่วนที่เป็นฝ้า
วิธีทำ : นำมาผสมรวมกันหมักทิ้งไว้ 7 - 15 วัน จะได้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพ หากต้องการขยายหัวเชื้อให้ใช้กากนำตาล 1 ก.ก. หัวเชื้อ 1 ลิตร และน้ำ 20 ลิตร หมักทิ้งไว้ 7 - 15 วัน เช่นกัน
การใช้ประโยชน์ : ฉีดพ่นป้องกันกำจัดศัตรูพืช ใช้หัวเชื้อน้ำหมัก 2 ช้อนแกง ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 3 วัน หากต้องการลดการระบาดหรือป้องกันกำจัดแมลงจำพวกเพลี้ย ใช้น้ำหมัก 1 ส่วน เหล้าขาว 2 ส่วน น้ำส้มสายชูเข้มข้น 5% 1 ส่วน และกากน้ำตาล 1 ส่วน หมักทิ้งไว้ 1 วัน แล้วใช้น้ำที่ได้จากการหมัก 2 ช้อนแกงผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นป้องกันกำจัดเพลี้ย หรือถ้าต้องการนำมาทำไวน์ ใช้จุลินทรีย์ 1 ลิตร ผสมกับน้ำตาลทรายขาว (ตามแต่ต้องการ) น้ำผลไม้ 3 ก.ก. และผงฟู 3 ช้อนแกง หรือใช้รักษาโรคฝ้า ใช้จุลินทรีย์ มะละกอสุก กล้วยน้ำว้าสุก น้ำผึ้งแท้ อย่างละ 1 ส่วน ผสมรวมกันหมักทิ้งไว้ 1 เดือน นำน้ำที่ได้ทาส่วนที่เป็นฝ้า
สูตรที่ 6 รศ.นพ. บุญเทียม เขมาภิรัตน์
ส่วนผสม : เศษซากสัตว์สด (อาทิ หอย ปลา) 1 ส่วน และน้ำตาลทรายแดง 1 ส่วน
วิธีทำ : นำมาผสมรวมกันหมักทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ นำหัวเชื้อที่ได้ มาเจือจางกับน้ำในอัตรา 1 : 1,000
การใช้ประโยชน์ : นำน้ำที่ได้จากการเจือจางไปฉีดพ่นป้องกันกำจัดหอยเชอรี่ หากต้องการนำไปใช้กับพืชผักผลไม้ให้เปลี่ยนจากเศษซากสัตว์เป็นพืชสดแทน ในอัตรา 3 ต่อ 1 ส่วน
วิธีทำ : นำมาผสมรวมกันหมักทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ นำหัวเชื้อที่ได้ มาเจือจางกับน้ำในอัตรา 1 : 1,000
การใช้ประโยชน์ : นำน้ำที่ได้จากการเจือจางไปฉีดพ่นป้องกันกำจัดหอยเชอรี่ หากต้องการนำไปใช้กับพืชผักผลไม้ให้เปลี่ยนจากเศษซากสัตว์เป็นพืชสดแทน ในอัตรา 3 ต่อ 1 ส่วน
สูตรที่ 7 ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรตำบลเขาชนกัน
1. การทำหัวเชื้อน้ำหมัก
ส่วนผสม : เศษซากพืช ผัก ผลไม้ 3 ก.ก. + กากน้ำตาล 1 ก.ก. + น้ำ 10 ก.ก.
วิธีทำ : นำมาผสมรวมกันหมักทิ้งไว้ 15 วัน จะได้หัวเชื้อน้ำหมัก
ส่วนผสม : เศษซากพืช ผัก ผลไม้ 3 ก.ก. + กากน้ำตาล 1 ก.ก. + น้ำ 10 ก.ก.
วิธีทำ : นำมาผสมรวมกันหมักทิ้งไว้ 15 วัน จะได้หัวเชื้อน้ำหมัก
2. การทำน้ำหมักจากหอยเชอรี่
2.1 วิธีที่ 1 ทั้งตัวพร้อมเปลือก
ส่วนผสม : หอยเชอรี่ทั้งตัว 3 ส่วน + กากน้ำตาล 3 ส่วน + หัวเชื้อน้ำหมัก 1 ส่วน
วิธีทำ : นำตัวหอยเชอรี่ทั้งตัวมาทุบหรือบดให้ละเอียด ผสมรวมกับส่วนผสมต่างๆ
2.2 วิธีที่ 2 จากไข่หอยเชอรี่
ส่วนผสม : ไข่หอยเชอรี่ 3 ส่วน + กากน้ำตาล 3 ส่วน + หัวเชื้อน้ำหมัก 1 ส่วน
วิธีทำ : นำไข่หอยเชอรี่ทั้งตัวมาทุบหรือบดให้ละเอียด ผสมรวมกับส่วนผสมต่างๆ
2.3 วิธีที่ 3 จากไข่หอยเชอรี่และพืชสด
ส่วนผสม : ไข่หอยเชอรี่และส่วนของพืชที่อ่อนๆ ยาวไม่เกิน 6 นิ้ว หรือ 1 คืบ 3 ส่วน + กากน้ำตาล 3 ส่วน + หัวเชื้อน้ำหมัก 1 ส่วน
2.4 วิธีที่ 4 จากเนื้อหอยเชอรี่
ส่วนผสม : เนื้อหอยเชอรี่ 3 ส่วน + กากน้ำตาล 2 ส่วน + หัวเชื้อน้ำหมัก 1 ส่วน
วิธีทำ : นำตัวหอยเชอรี่ทั้งตัวจำนวนเท่าใดก็ได้ มาต้มในกระทะ พร้อมทั้งใส่เกลือแกงผสมไปด้วยในจำนวนที่พอเหมาะ เพื่อให้เนื้อหอยเชอรี่แยกจากเปลือกได้ง่ายขึ้น จากนั้นนำเฉพาะเนื้อหอยเชอรี่มาบดให้ละเอียดแล้วผสมกับส่วนผสมอื่นๆ ให้เข้ากันแล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1
2. 5 วิธีที่ 5 การทำปุ๋ยน้ำหมักจากเนื้อหอยเชอรี่และพืชสด
ส่วนผสม : เนื้อหอยเชอรี่ที่ได้จากวิธีที่ 4 3 ส่วน + กากน้ำตาล 3 ส่วน + พืชสดบดละเอียด 1 ส่วน + หัวเชื้อน้ำหมัก 1 ส่วน
วิธีทำ : นำหอยเชอรี่ที่ได้จากการต้มกับเกลือในวิธีที่ 4 มาบดให้ละเอียด และนำไปผสมกับ น้ำตาลโมลาส และชิ้นส่วนอื่นๆ ของพืชที่อ่อนๆ เหมือนกับวิธีที่ 3 ผสมให้เข้ากัน แล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1
เครดิต บ้านไร่ นาเรา
ขอบคุณท่านอาจารย์ทุกๆท่านค่ะ..
Email:taajook@gmail.com
2.1 วิธีที่ 1 ทั้งตัวพร้อมเปลือก
ส่วนผสม : หอยเชอรี่ทั้งตัว 3 ส่วน + กากน้ำตาล 3 ส่วน + หัวเชื้อน้ำหมัก 1 ส่วน
วิธีทำ : นำตัวหอยเชอรี่ทั้งตัวมาทุบหรือบดให้ละเอียด ผสมรวมกับส่วนผสมต่างๆ
2.2 วิธีที่ 2 จากไข่หอยเชอรี่
ส่วนผสม : ไข่หอยเชอรี่ 3 ส่วน + กากน้ำตาล 3 ส่วน + หัวเชื้อน้ำหมัก 1 ส่วน
วิธีทำ : นำไข่หอยเชอรี่ทั้งตัวมาทุบหรือบดให้ละเอียด ผสมรวมกับส่วนผสมต่างๆ
2.3 วิธีที่ 3 จากไข่หอยเชอรี่และพืชสด
ส่วนผสม : ไข่หอยเชอรี่และส่วนของพืชที่อ่อนๆ ยาวไม่เกิน 6 นิ้ว หรือ 1 คืบ 3 ส่วน + กากน้ำตาล 3 ส่วน + หัวเชื้อน้ำหมัก 1 ส่วน
2.4 วิธีที่ 4 จากเนื้อหอยเชอรี่
ส่วนผสม : เนื้อหอยเชอรี่ 3 ส่วน + กากน้ำตาล 2 ส่วน + หัวเชื้อน้ำหมัก 1 ส่วน
วิธีทำ : นำตัวหอยเชอรี่ทั้งตัวจำนวนเท่าใดก็ได้ มาต้มในกระทะ พร้อมทั้งใส่เกลือแกงผสมไปด้วยในจำนวนที่พอเหมาะ เพื่อให้เนื้อหอยเชอรี่แยกจากเปลือกได้ง่ายขึ้น จากนั้นนำเฉพาะเนื้อหอยเชอรี่มาบดให้ละเอียดแล้วผสมกับส่วนผสมอื่นๆ ให้เข้ากันแล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1
2. 5 วิธีที่ 5 การทำปุ๋ยน้ำหมักจากเนื้อหอยเชอรี่และพืชสด
ส่วนผสม : เนื้อหอยเชอรี่ที่ได้จากวิธีที่ 4 3 ส่วน + กากน้ำตาล 3 ส่วน + พืชสดบดละเอียด 1 ส่วน + หัวเชื้อน้ำหมัก 1 ส่วน
วิธีทำ : นำหอยเชอรี่ที่ได้จากการต้มกับเกลือในวิธีที่ 4 มาบดให้ละเอียด และนำไปผสมกับ น้ำตาลโมลาส และชิ้นส่วนอื่นๆ ของพืชที่อ่อนๆ เหมือนกับวิธีที่ 3 ผสมให้เข้ากัน แล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1
เครดิต บ้านไร่ นาเรา
ขอบคุณท่านอาจารย์ทุกๆท่านค่ะ..
Email:taajook@gmail.com
วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ขวดหมักปุ๋ยจากเศษอาหารในครัวเรือน ฉบับคุณชูเกียรติ..
หากคิดจะนำเศษอาหารมีใช้เป็นปุ๋ยให้เกิดประโยชน์ แต่ไม่รู้จะหาที่หมักที่ไหน ลองดูไอเดียนี้ดูค่ะวิธีทำขวดหมักปุ๋ยจากเศษอาหารในครัวเรือน 1. นำขวดน้ำมาผ่าครึ่งตามขวาง ก็จะได้ขวดน้ำส่วนบนที่ฝา กับส่วนล่างซึ่งเป็นก้นขวด 2. เจาะรูที่ฝาขวดด้วยเข็มกลัดหรือตะปู โดยให้เจาะหลายๆรูให้มีช่องไฟห่างกันพอสมควร เพื่อให้น้ำสามารถผ่านได้ 3. พลิกขวดคว่ำด้านฝาลงในขวดครึ่งล่าง กลายเป็นขวดหมักปุ๋ยเรียบร้อย จากนั้น นำเศษอาหารมาคลุกเคล้ากับน้ำตาล เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องกลิ่น เเนะนำว่าควรผสมเศษอาหารกับน้ำตาลในอัตราส่วนเท่าๆกัน ใครมีหัวเชื้อจุลินทรีย์ก็ผสมลงไปด้วยเล็กน้อย บรรจุใส่ขวดที่เตรียมไว้ ปิดฝาให้สนิท โดยอาจจะใช้กระดาษมาปิดเเล้วใช้เขือกมัดให้เเน่น ทิ้งไว้ ก็จะได้น้ำหมักชีวภาพซึ่งไหลลงมาจากเศษอาหารชั้นบนเป็นที่เรียบร้อย.. ส่วนเศษอาหารด้านบน ก็สามารถนำไปผสมดินเป็นปุ๋ยหมักได้อีกทางค่ะ
ขอบคุณไอเดียดีๆ จากคุณชูเกียรติ โกเเมนค่ะ
Email:taajook@gmail.com
|
การทำฮอร์พืช เร่ง โต ดอก ผล.!!
การทำฮอร์โมนถั่วเหลือง..
เก็บตกความรู้จากงานเติมพลังนัก(หัด)ปลูกผัก หนึ่งในความรู้ที่สมาชิกนำมาเเบ่งปันจากประสบการณ์การทดลองทำ เเละทดลองใช้ด้วยตัวเอง คือการทำฮอร์โมนถั่วเหลือง ซึ่งคุณป้อม ศิริกุล ซื่อต่อชาติ ผู้ปลูกผักทั้งสวยทั้งงาม เป็นที่ประทับใจของใครหลายคน นำมาเเบ่งปัน >>>
สิ่งที่ต้องเตรียม
1. ถั่วเหลืองผ่าซีก 1 กิโลกรัม (ที่ใช้ทำน้ำเต้าหู้)
2. ผงกลูโคส 1 กระป๋อง (ปริมาณ 400 กรัม)
3. น้ำตาลทรายขาว 1 กิโลกรัม
4. โยเกิร์ต(รสธรรมชาติ) 2 ถ้วย หรือ ยาคูลท์ 2 ขวด
5. น้ำมะพร้าวอ่อน 4 ลูก
6. น้ำส้มสายชู ครึ่งขวด (ขนาด ขวดน้ำปลา)
7. น้ำเปล่า 8 ลิตร
วิธีทำ
1. นำถั่วเหลืองมาแช่น้ำค้างคืน 1 คืน
2. เทน้ำที่แช่ทิ้ง แยกเปลือกทิ้งออกให้หมด
3. นำถั่วเหลืองมาปั่นให้ละเอียดกับน้ำเปล่า 8 ลิตร
4. กรองเอากากทิ้งด้วยผ้าขาวบาง
5. นำน้ำถั่วเหลืองที่ได้มาผสมกับส่วนผสมที่เตรียมไว้ทั้งหมด
คนผสมให้เข้ากัน
6.ใส่ถัง(ควรเป็นถังทึบ)ปิดฝา ติดเทปให้สนิทหากใช้ยาคูลท์หมักทิ้งไว้ 1 เดือน หากใช้โยเกิร์ตหมักทิ้งไว้ 1 เดือนครึ่ง
เมื่อครบกำหนดให้นำมาปั่นอีกครั้ง ซึ่งจะเกิดฟองมาก แนะนำให้ตักฟองออกก่อน จากนั้นนำน้ำที่ปั่นแล้วกรอกใส่ขวดบรรจุ ปิดฝาให้สนิททันที สำหรับฟองที่ตักออก เมื่อยุบตัวแล้ว สามารถนำมาบรรจุใส่ขวดได้ทีหลัง
วิธีใช้..
นำฮอร์โมนถั่วเหลือง 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 5 ลิตร ใช้ฉีด พ่น ราดผักที่ปลูก วันเว้นวัน
** แนะนำว่าเวลาเปิดใช้ควรค่อยๆเปิดฝาขวดเพื่อไล่แก๊สออก**
ฮอร์โมนถั่วเหลืองนี้จะช่วยเร่งต้น เร่งใบ ทำให้ผักอ่อนกรอบ ลำต้นไม่แคระแกรน ผักสมบูรณ์แข็ง.แรง และช่วยบำรุงดิน
ทำให้ดินดี มีธาตุอาหารมากขึ้น ลองนำไปทำกันดูนะคะ หรือใครมีเทคนิคเคล็ดลับดีๆก็อย่าลืมเล่าสู่กันฟังบ้างค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจากคุณศิริกุล ซื่อต่อชาติ (คุณป้อม)
วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
การทำ..สมุนไพรกำจัดแมลงศัตรูพืช.!!
สูตร..สมุนไพรกำจัดแมลงศัตรูพืช
1. สูตรสมุนไพรป้องกันและกำจัดหนอนและแมลง
ส่วนประกอบ
1. หางไหลแดง หรือขาว 3 กิโลกรัม
2. เปลือกสะเดา 3 กิโลกรัม
3. หนอนตายหยาก 3 กิโลกรัม
4. ยาเส้น 0.5 กิโลกรัม
5. เหล้าขาว 1 ขวด
6. หัวน้ำส้ม 1 ขวดกระทิงแดง
วิธีทำ
นำสมุนไพรทั้งหมดมาทุบพอแตก จากนั้นเติมกากน้ำตาลลงไปพอท่วม หมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ก็สามารถนำมาใช้กำจัดหนอนและแมลงได้
วิธีใช้
นำสมุนไพรที่ได้จากการหมักแล้วให้นำมาใช้ได้ในอัตรา 30-40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
2. สูตรสมุนไพรป้องกันกำจัดแมลงและเพลี้ยไฟ
ส่วนประกอบ
ได้แก่ สาบเสือ ขิงแก่ ข่าแก่ ตะไคร้ หนอนตายหยาก พริกไทย บอระเพ็ด กระเพรา กระชาย หางไหลขาว หางไหลแดง ดีปลี พริก ใบสะเดาแก่ เทียนทอง(ใบ,ผล) ลำโพง(ต้นใบ)
วิธีทำ
1. นำสมุนไพรทั้งหมดมาอย่างละเท่ากัน โขลกให้ละเอียดพอประมาณ แล้วเติมน้ำลงไปใส่พอท่วม
2. เติมเหล้าขาว 1 ขวด น้ำส้มสายชู 2 ขวดกระทิงแดง
3. นำมะนาวผ่าซีกและมะกรูดผ่าซีก (20ผล) ลงไปหมักด้วย
4. จากนั้นนำการหมักไว้ประมาณ 2 คืน แล้วจึงนำมาใช้ในอัตราส่วน 20-30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
3. สูตรสมุนไพรกำจัดหนอนและเพลี้ยต่างๆ
ส่วนประกอบ
เถาหรือต้นหางไหลชนิดยางสีแดง น้ำเปล่า เหล้าขาว 1-2 ขวด หัวน้ำส้มสายชู 150 ซีซี
วิธีทำ
นำเถาหรือต้นหางไหลมาสับเป็นท่อนหรือชิ้นเล็กๆใส่ถังไฟเบอร์ขนาด 200 ลิตร ใส่น้ำเปล่าจนเต็มเติมเหล้า 1-2 ขวด หัวน้ำส้มสายชู 150 ซีซี คนให้เข้ากัน ใช้ฝาปิดให้มิดชิดเพื่อป้องกันน้ำฝน ทิ้งไว้ 7-10 วัน ขะได้เชื้อสกัดหางไหล
วิธีใช้
ใช้หัวเชื้อ 30-40 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วต้นพืชทุก 7-10 วัน จะสามารถกำจัดศัตรูพืชประเภทหนอนได้ทุกชนิด ตลอดจนเพลียต่างๆได้ หากใช้เงิน 4 เดือนไปแล้ว เมื่อนำหมักยุบให้เติมน้ำใหม่พร้อมกับใส่เหล้าขาวหัวน้ำส้มสายชูเติมทับไป เรื่อยๆจนทำให้ได้น้ำหมักที่คุณภาพยังคงเดิม
4. สูตรสมุนไพรกำจัดหนอนและเพลี้ยอ่อน
ส่วนประกอบ
เมล็ดสะเดา 2 กิโลกรัม หากไม่มีเมล็ดให้ใช้ใบสะเดาแทนแต่ประสิทธิภาพในการป้องกันและกำจัดจะสู้ เมล็ดไม่ได้ หัวข่าแก่ 1 กิโลกรัม ตะไคร้หอม 1 กิโลกรัม น้ำ 20 ลิตร
วิธีทำ
บดเมล็ดสะเดา หัวข่าแก่ และตะไคร้หอมตามปริมาณที่กำหนดแล้วนำไปหมักรวมกันในโอ่ง จากนั้นจึงเติมน้ำ 20 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 1 คืน
วิธีใช้
กรองน้ำยาที่ได้จากการหมักปริมาณ 2 ลิตร เติมน้ำสบู่ 10-20 กรัม และผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร นำไปฉีดพ่นตอนเช้าหรือตอนเย็น ทุกๆ 3-5 วันติดต่อกัน 2-3 ครั้ง
5. สูตรสมุนไพรกำจัดหมัดกระโดด
ส่วนประกอบ
1. ว่านน้ำ 1 ขีด
2. ขมิ้นชัน 1 ขีด
3. สบู่กรด 1/8 ก้อน
วิธีทำ
นำขมิ้นชันและว่านน้ำมาทุบ และสับให้ลพเอียด จากนั้นไปต้มน้ำให้เดือด โดยเติมน้ำพอท่วม เมื่อน้ำเดือดให้เติมสบู่กรดลงไปอีกสักครู่จึงยกลง
วิธีใช้
ตามสัดส่วนดังกล่าวจะได้น้ำสกัดประมาณ 3 กระป๋องนม ให้นำไปผสมกับสารสะกัดสะเดา 1 กระป๋องนม แล้วน้ำจำนวน 20 ลิตร นำมาฉีดพ่น ถ้ามีแมลงระบาดมากให้ฉีดวันเว้นวัน แต่ถ้าระบาดน้อยหรือใช้เพื่อป้องกันจะฉีดวันเว้น 5-7 วันก็เพียงพอ
6. สูตรป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช
ส่วนประกอบ
สะเดา ใบตะไคร้หอม ใบและกิ่งโล่ติน ใสาบเสือหรือใบและต้นบัวตอง ทั้งหมดรวมกัน 10 กิโลกรัม น้ำตาลทรายดิบ หรือกากน้ำตาล 5 กิโลกรัม หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 100 ซีซี
วิธีทำ
นำใบสะเดา ใบตะไคร้หอม ใบและกิ่งโล่ติน ใบสาบเสือหรือใบและต้นบัวตอง สับเป็นชิ้นผสมกับน้ำตาลทรายดิบหรือคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นจึงเอาส่วนผสมใส่โอ่งเทน้ำลงไป 10 ลิตร หรือให้ท่วมพืช นำหัวจุลินทรีย์เข้มข้นผสมลงไป ปิดฝาให้มิดชิดตั้งไว้ในที่ร่ม ทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน เมื่อได้น้ำหมักแล้วให้กรองใส่ขวดเก็บไว้ในที่มืด ส่วนกากที่เหลือสามารถนำไปใช้แทนปุ๋ยได้
วิธีใช้
อัตราการใช้ 20-50 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 15 วัน หรือใส่ที่โคนต้นเพื่อป้องกันและกำจัดโรค แมลงศัตรูพืช
7. สูตรป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้ง หนอนชอนใบ และแมลงอื่นๆ
ส่วนประกอบ
1. เหล้าขาว 2 ขวด
2. น้ำส้มสายชู5% 1 ลิตร
3. สารอีเอ็ม 1 ลิตร
4. กากน้ำตาล 1 ลิตร
5. น้ำสะอาด 10 ลิตร
วิธีทำ
นำกากน้ำตาลผสมน้ำคนให้เข้ากันใส่เหล้าขาว น้ำส้มสายชู และสารอีเอ็มผสมให้เข้ากัน ปิดฝาภาชนะให้สนิท หมักทิ้งไว้ 10-15 วัน คนส่วนผสมในภาชนะทุกวัน เพื่อไม่ให้เกิดการนอนก้น เปิดฝาระบายก๊าซหลังจากคน เมื่อครบกำหนดแล้วจึงนำไปฉีดพ่นเพื่อกำจัดแมลง และป้องกันโรคพืชบางชนิด เช่น ใบหงิกและใบด่าง
วิธีใช้
- ใช้ 1-5 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาด 5-10 ลิตร
- ฉีดพ่นให้ชุ่มและทั่วถึงทั้งนอกและในพุ่ม
- ใช้กับพืชผักทุก 3 วัน สลับกับพ่นปุ๋ยน้ำ
- พืชไร่ พืชสวน พ่นทุก 3-7 วัน สลับกับการพ่นปุ๋ยน้ำ
- ผสมกับกากน้ำตาล หรือนมสด ฯลฯ เพื่อเป็นสารจับใบ
8. สูตรป้องกันกำจัดหนอนหลอดหอม หนอนชอนใบ เพลี้ยกระโดด เพลี้ยในผลไม้ (สูตรเข้มข้น)
ส่วนประกอบ
1. เหล้าขาว 2 แก้ว
2. น้ำส้มสายชู5% 1 แก้ว
3. สารอีเอ็ม 1 แก้ว
4. กากน้ำตาล 1 แก้ว
วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงไปในภาชนะคนให้เข้ากันและปิดฝาให้สนิท หมักทิ้งไว้ 1 วัน แล้วนำไปฉีดพ่น
วิธีใช้
ใช้ 5-10 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 20 ลิตร
9. สูตรไล่หอยหรือเพลี้ยไฟป้องกันใบข้าวไหม้
ส่วนประกอบ
1. ยอดยูคาลิปตัส 2 กิโลกรัม
2. ยอดสะเดา 20 ยอด หรือ 1 ปี๊บ
3. ข่าแก่ 2 กิโลกรัม
4. บอระเพ็ด 2 กิโลกรัม
5. จุลินทรีย์ 1 แก้ว
6. กากน้ำตาล 1 แก้ว
วิธีทำ
นำยอดยูคาลิปตัส ยอดสะเดา ข่าแก่ และบอระเพ็ด แต่ละอย่างแยกกันใส่ปี๊บ ใส่น้ำให้เต็มต้มให้เหลือน้ำอย่างละครึ่งปี๊บทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำมาเทรวมกันใส่โอ่ง ใส่จุลินทรีย์ลงไป 1 แก้ว กากน้ำตาล 1 แก้ว ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ 3 วัน แล้วกรองเอาแต่น้ำ นำน้ำที่ได้มาใช้
วิธีใช้
ใช้ 0.5 แก้ว ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นราดในไร่หรือนาข้าว
ส่วนประกอบ
1. หางไหลแดง หรือขาว 3 กิโลกรัม
2. เปลือกสะเดา 3 กิโลกรัม
3. หนอนตายหยาก 3 กิโลกรัม
4. ยาเส้น 0.5 กิโลกรัม
5. เหล้าขาว 1 ขวด
6. หัวน้ำส้ม 1 ขวดกระทิงแดง
วิธีทำ
นำสมุนไพรทั้งหมดมาทุบพอแตก จากนั้นเติมกากน้ำตาลลงไปพอท่วม หมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ก็สามารถนำมาใช้กำจัดหนอนและแมลงได้
วิธีใช้
นำสมุนไพรที่ได้จากการหมักแล้วให้นำมาใช้ได้ในอัตรา 30-40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
2. สูตรสมุนไพรป้องกันกำจัดแมลงและเพลี้ยไฟ
ส่วนประกอบ
ได้แก่ สาบเสือ ขิงแก่ ข่าแก่ ตะไคร้ หนอนตายหยาก พริกไทย บอระเพ็ด กระเพรา กระชาย หางไหลขาว หางไหลแดง ดีปลี พริก ใบสะเดาแก่ เทียนทอง(ใบ,ผล) ลำโพง(ต้นใบ)
วิธีทำ
1. นำสมุนไพรทั้งหมดมาอย่างละเท่ากัน โขลกให้ละเอียดพอประมาณ แล้วเติมน้ำลงไปใส่พอท่วม
2. เติมเหล้าขาว 1 ขวด น้ำส้มสายชู 2 ขวดกระทิงแดง
3. นำมะนาวผ่าซีกและมะกรูดผ่าซีก (20ผล) ลงไปหมักด้วย
4. จากนั้นนำการหมักไว้ประมาณ 2 คืน แล้วจึงนำมาใช้ในอัตราส่วน 20-30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
3. สูตรสมุนไพรกำจัดหนอนและเพลี้ยต่างๆ
ส่วนประกอบ
เถาหรือต้นหางไหลชนิดยางสีแดง น้ำเปล่า เหล้าขาว 1-2 ขวด หัวน้ำส้มสายชู 150 ซีซี
วิธีทำ
นำเถาหรือต้นหางไหลมาสับเป็นท่อนหรือชิ้นเล็กๆใส่ถังไฟเบอร์ขนาด 200 ลิตร ใส่น้ำเปล่าจนเต็มเติมเหล้า 1-2 ขวด หัวน้ำส้มสายชู 150 ซีซี คนให้เข้ากัน ใช้ฝาปิดให้มิดชิดเพื่อป้องกันน้ำฝน ทิ้งไว้ 7-10 วัน ขะได้เชื้อสกัดหางไหล
วิธีใช้
ใช้หัวเชื้อ 30-40 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วต้นพืชทุก 7-10 วัน จะสามารถกำจัดศัตรูพืชประเภทหนอนได้ทุกชนิด ตลอดจนเพลียต่างๆได้ หากใช้เงิน 4 เดือนไปแล้ว เมื่อนำหมักยุบให้เติมน้ำใหม่พร้อมกับใส่เหล้าขาวหัวน้ำส้มสายชูเติมทับไป เรื่อยๆจนทำให้ได้น้ำหมักที่คุณภาพยังคงเดิม
4. สูตรสมุนไพรกำจัดหนอนและเพลี้ยอ่อน
ส่วนประกอบ
เมล็ดสะเดา 2 กิโลกรัม หากไม่มีเมล็ดให้ใช้ใบสะเดาแทนแต่ประสิทธิภาพในการป้องกันและกำจัดจะสู้ เมล็ดไม่ได้ หัวข่าแก่ 1 กิโลกรัม ตะไคร้หอม 1 กิโลกรัม น้ำ 20 ลิตร
วิธีทำ
บดเมล็ดสะเดา หัวข่าแก่ และตะไคร้หอมตามปริมาณที่กำหนดแล้วนำไปหมักรวมกันในโอ่ง จากนั้นจึงเติมน้ำ 20 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 1 คืน
วิธีใช้
กรองน้ำยาที่ได้จากการหมักปริมาณ 2 ลิตร เติมน้ำสบู่ 10-20 กรัม และผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร นำไปฉีดพ่นตอนเช้าหรือตอนเย็น ทุกๆ 3-5 วันติดต่อกัน 2-3 ครั้ง
5. สูตรสมุนไพรกำจัดหมัดกระโดด
ส่วนประกอบ
1. ว่านน้ำ 1 ขีด
2. ขมิ้นชัน 1 ขีด
3. สบู่กรด 1/8 ก้อน
วิธีทำ
นำขมิ้นชันและว่านน้ำมาทุบ และสับให้ลพเอียด จากนั้นไปต้มน้ำให้เดือด โดยเติมน้ำพอท่วม เมื่อน้ำเดือดให้เติมสบู่กรดลงไปอีกสักครู่จึงยกลง
วิธีใช้
ตามสัดส่วนดังกล่าวจะได้น้ำสกัดประมาณ 3 กระป๋องนม ให้นำไปผสมกับสารสะกัดสะเดา 1 กระป๋องนม แล้วน้ำจำนวน 20 ลิตร นำมาฉีดพ่น ถ้ามีแมลงระบาดมากให้ฉีดวันเว้นวัน แต่ถ้าระบาดน้อยหรือใช้เพื่อป้องกันจะฉีดวันเว้น 5-7 วันก็เพียงพอ
6. สูตรป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช
ส่วนประกอบ
สะเดา ใบตะไคร้หอม ใบและกิ่งโล่ติน ใสาบเสือหรือใบและต้นบัวตอง ทั้งหมดรวมกัน 10 กิโลกรัม น้ำตาลทรายดิบ หรือกากน้ำตาล 5 กิโลกรัม หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 100 ซีซี
วิธีทำ
นำใบสะเดา ใบตะไคร้หอม ใบและกิ่งโล่ติน ใบสาบเสือหรือใบและต้นบัวตอง สับเป็นชิ้นผสมกับน้ำตาลทรายดิบหรือคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นจึงเอาส่วนผสมใส่โอ่งเทน้ำลงไป 10 ลิตร หรือให้ท่วมพืช นำหัวจุลินทรีย์เข้มข้นผสมลงไป ปิดฝาให้มิดชิดตั้งไว้ในที่ร่ม ทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน เมื่อได้น้ำหมักแล้วให้กรองใส่ขวดเก็บไว้ในที่มืด ส่วนกากที่เหลือสามารถนำไปใช้แทนปุ๋ยได้
วิธีใช้
อัตราการใช้ 20-50 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 15 วัน หรือใส่ที่โคนต้นเพื่อป้องกันและกำจัดโรค แมลงศัตรูพืช
7. สูตรป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้ง หนอนชอนใบ และแมลงอื่นๆ
ส่วนประกอบ
1. เหล้าขาว 2 ขวด
2. น้ำส้มสายชู5% 1 ลิตร
3. สารอีเอ็ม 1 ลิตร
4. กากน้ำตาล 1 ลิตร
5. น้ำสะอาด 10 ลิตร
วิธีทำ
นำกากน้ำตาลผสมน้ำคนให้เข้ากันใส่เหล้าขาว น้ำส้มสายชู และสารอีเอ็มผสมให้เข้ากัน ปิดฝาภาชนะให้สนิท หมักทิ้งไว้ 10-15 วัน คนส่วนผสมในภาชนะทุกวัน เพื่อไม่ให้เกิดการนอนก้น เปิดฝาระบายก๊าซหลังจากคน เมื่อครบกำหนดแล้วจึงนำไปฉีดพ่นเพื่อกำจัดแมลง และป้องกันโรคพืชบางชนิด เช่น ใบหงิกและใบด่าง
วิธีใช้
- ใช้ 1-5 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาด 5-10 ลิตร
- ฉีดพ่นให้ชุ่มและทั่วถึงทั้งนอกและในพุ่ม
- ใช้กับพืชผักทุก 3 วัน สลับกับพ่นปุ๋ยน้ำ
- พืชไร่ พืชสวน พ่นทุก 3-7 วัน สลับกับการพ่นปุ๋ยน้ำ
- ผสมกับกากน้ำตาล หรือนมสด ฯลฯ เพื่อเป็นสารจับใบ
8. สูตรป้องกันกำจัดหนอนหลอดหอม หนอนชอนใบ เพลี้ยกระโดด เพลี้ยในผลไม้ (สูตรเข้มข้น)
ส่วนประกอบ
1. เหล้าขาว 2 แก้ว
2. น้ำส้มสายชู5% 1 แก้ว
3. สารอีเอ็ม 1 แก้ว
4. กากน้ำตาล 1 แก้ว
วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงไปในภาชนะคนให้เข้ากันและปิดฝาให้สนิท หมักทิ้งไว้ 1 วัน แล้วนำไปฉีดพ่น
วิธีใช้
ใช้ 5-10 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 20 ลิตร
9. สูตรไล่หอยหรือเพลี้ยไฟป้องกันใบข้าวไหม้
ส่วนประกอบ
1. ยอดยูคาลิปตัส 2 กิโลกรัม
2. ยอดสะเดา 20 ยอด หรือ 1 ปี๊บ
3. ข่าแก่ 2 กิโลกรัม
4. บอระเพ็ด 2 กิโลกรัม
5. จุลินทรีย์ 1 แก้ว
6. กากน้ำตาล 1 แก้ว
วิธีทำ
นำยอดยูคาลิปตัส ยอดสะเดา ข่าแก่ และบอระเพ็ด แต่ละอย่างแยกกันใส่ปี๊บ ใส่น้ำให้เต็มต้มให้เหลือน้ำอย่างละครึ่งปี๊บทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำมาเทรวมกันใส่โอ่ง ใส่จุลินทรีย์ลงไป 1 แก้ว กากน้ำตาล 1 แก้ว ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ 3 วัน แล้วกรองเอาแต่น้ำ นำน้ำที่ได้มาใช้
วิธีใช้
ใช้ 0.5 แก้ว ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นราดในไร่หรือนาข้าว
Email:taajook@gmail.com
การเพาะถั่วงอก.ไว้ทานกันเองในครัวเรือน.!!
"เพาะถั่วงอกด้วยระบบน้ำอัตโนมัติ"
สำหรับ คนเมืองที่ไม่ค่อยมีพื้นที่.. หรือมีพื้นที่เเต่ไม่ค่อยมีเเดด การเพาะถั่วงอกก็นับเป็นทางออกหนึ่งที่จะมีส่วนช่วยทำให้พึ่งตนเองด้านอาหาร ได้บ้าง แถมได้ฝึกไว้ ก็ยังเป็นวิชาผลิตอาหารยามยาก อย่างเช่นในช่วงวิกฤตน้ำท่วมที่ผ่านมาได้อย่างดีอีกด้วย
อันที่จริงการเพาะถั่วงอก สามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน บางคนอาจจะใช้กระถางดินเผา ใช้ขวดหรือแก้วกาแฟ ใช้เข่ง หรือใช้ถังก็ได้เหมือนกัน แล้วแต่ว่าใครจะสามารถหาอุปกรณ์อะไรได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งที่มักจะตามมาสำหรับคนที่อยากเพาะถั่วงอกกินเองก็คือ การไม่มีเวลารดน้ำ เนื่องจากถั่วงอกต้องการน้ำในการเจริญเติบโตค่อนข้างสม่ำเสมอ เรียกว่าถ้าเอาตามทฤษฎีก็ต้องรดกันทุกๆ 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว
แต่ปัญหาย่อมมีทางออก หลังจากมีคนพยายามคิดค้นนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการรดน้ำซึ่งจะว่าไปปัจจุบันก็มีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน และหนึ่งในรูปแบบที่น่าสนใจ และไม่ต้องลงทุนมากนักก็คือการทำระบบน้ำหมุนเวียนโดยใช้ปั้มไดโวตู้ปลา และมีสปริงเกอร์ติดตรงฝาถังด้านบน
อุปกรณ์หลักๆก็มีถัง 1 ใบ เจาะรูด้านล่างเพื่อระบายน้ำ
กะละมังรองน้ำด้านล่าง
เก้าอี้นั่งสำหรับหนุนถัง
ตะแกรงสำหรับรองก้นถังด้านใน หรืออาจใช้ฝาชีกับข้าวขนาดเล็กก็ได้
ปั้มไดโวตู้ปลา และสปริงเกอร์
ลุงชวน ชูจันทร์ ประธานสมาคมตลาดน้ำคลองลัดมะยม เล่าให้ฟังว่าได้วิธีนี้มาจากที่ขอนแก่น หลักการทำงานก็ง่ายๆ คือแช่ถั่วเขียว 1 คืน และใส่ลงไป ถังนี้ใส่ได้ประมาณ 1 กิโลกรัม ใส่น้ำลงในกะละมังด้านล่าง จากนั้นก็เสียบปลั๊กให้ปั้มไดโวทำงาน ปั้มก็จะดูดน้ำขึ้นไปรดโดยสปริงเกอร์ที่ติดอยู่ที่ฝาถังด้านบน โดยน้ำก็จะหมุนเวียนรดถั่วงอกอยู่อย่างนี้ วันแรกอาจต้องเปลี่ยนน้ำหน่อย แต่วันต่อมาก็ไม่ต้องเปลี่ยนแล้ว เพียง 3 วันก็ได้กิน
ภาพที่ 1 ชุดเพาะถั่วงอกระบบน้ำอัตโนมัติ ภาพที่ 2 ไดโว่ตู้ปลา
ภาพที่ 3 สปริงเกอร์รดน้ำ ภาพที่ 4 สายยางต่อด้านบนฝา
ภาพที่ 5 ด้านในใส่ตะเเกรงก่อนใส่ถั่ว ภาพที่ 6 ด้านล่างรองด้วยเก้าอี้ เเละกะละมังใส่น้ำ
ภาพที่ 7-8 เสียบปลั๊ก รดน้ำติดต่อกัน 3 วัน ก็ได้ถั่วงอกปลอดสารพิษไว้รับประทาน
ใครสนใจลองนำไปทำกันดูนะคะ หากใครอยากจะประหยัดไฟ ก็ลองใช้ควบคู่กับพลังงานแสงอาทิตย์ดูก็ได้ค่ะ
**มาเพาะถั่วงอกกินกันเองดีกว่า.!!
ผักชนิดหนึ่งที่ขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดมากโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลกินเจก็คือ ถั่วงอก ด้วยความที่เป็นพืชที่ราคาไม่สูงมากนัก แต่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการมากมาย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีสรรพคุณอันเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมาก แต่การไปซื้อถั่วงอกตามตลาดมากินก็มีความเสี่ยงสูงที่จะได้สารเคมีนานาชนิดเป็นของแถมมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นสารเร่งการงอกของถั่ว สารที่ทำให้ถั่วงอกอวบอ้วน กรอบ สารฟอกขาว หรือโซเดียมไฮโดรซัลไฟล์ ที่ทำให้ถั่วงอกมีสีขาวดูสะอาดถูกตาถูกใจ อีกทั้งยังอาจมีสารคงความสด หรือฟอร์มาลินด้วย เพราะหากปล่อยตามธรรมชาติแล้ว จะพบว่าถั่วงอกจะมีการเปลี่ยนสีค่อนข้างเร็ว
เพื่อความปลอดภัย จึงอยากจะเชิญชวนให้ลองหัดเพาะถั่วงอกกินกันเองดู อดใจรอเพียง 2-3 วันก็ได้กินแล้ว แถมอุปกรณ์และวิธีการก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร บางทีอาจจะเป็นเมนูเจที่ทั้งอิ่มท้อง อิ่มบุญ และอิ่มใจมากที่สุดเมนูหนึ่งเลยก็ได้นะคะ หากเริ่มสนใจแล้ว เราลองมาดูวิธีการทำกันเลยดีกว่าค่ะ
ก่อนจะไปถึงอุปกรณ์และขั้นตอนการเพาะ มีหลักการพื้นฐานของการเพาะถั่วงอกที่ต้องเข้าใจ 6 ประการด้วยกัน เรียกว่าเมื่อทราบหลักพื้นฐาน 6 ข้อนี้แล้ว จะนำไปประยุกต์ใช้อย่างไรก็สุดแท้แต่แต่ละคนจะสร้างสรรค์กันได้เลยทีเดียว เจ้าหลักที่ว่านั้นมีดังนี้
1. เมล็ดถั่วโดยทั่วไปจะนิยมใช้ถั่วเขียว จะเลือกใช้แบบผิวมันที่เปลือกสีเขียว หรือแบบผิวดำก็ได้แต่ควรเลือกเมล็ดใหม่ สะอาด เพราะจะงอกดีกว่า สิ่งสำคัญคือต้องนำเมล็ดไปแช่ในน้ำอุ่นก่อนนานประมาณ 6-8 ชั่วโมง เพื่อฆ่าเชื้อโรค และช่วยกระตุ้นให้ถั่วงอกได้ดีขึ้น
2. ภาชนะ ควรเป็นภาชนะที่มีสีทึบ หรือมีฝาปิด และควรมีรูระบายน้ำทั้งด้านล่าง และด้านข้างที่สำคัญต้องเป็นภาชนะที่สะอาด
3. น้ำ น้ำที่ใช้รดจะต้องเป็นน้ำสะอาด และต้องได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ เพื่อให้เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นการช่วยระบายความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างการงอกด้วย หากรดน้ำมากไปจะทำให้ถั่วเน่า แต่หากรดน้ำน้อยไปถั่วจะรากยาวแตกฝอย
4. วัสดุเพาะหากเป็นไปได้ก็อาจใช้วัสดุเพาะ อย่างฟองน้ำ กระสอบ เพื่อช่วยเก็บความชื้น
5. ภูมิอากาศ ความเพาะในที่แห้ง ระบายอากาศดี ถ้าในฤดูฝน ความชื้นในอากาศสูง
6. แสงสว่าง แสงสว่างจะทำให้ถั่วมีสีเขียว ลำต้นผอมยาว ดังนั้นภาชนะควรทึบแสง หรือควรตั้งภาชนะไว้ในที่มืด
คราวนี้มาฝึกทำจริงกัน โดยจะขอแนะนำวิธีเพาะให้พอเห็นภาพสัก 2 วิธี คือถั่วงอกแบบมีราก กับถั่วงอกแบบตัดราก ส่วนภาชนะเพาะจะเลือกใช้เป็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนแต่ละบ้านจะเลือกสรรกันนะคะ ทางที่ดีก็อยากแนะนำให้ใช้ของที่มีอยู่แล้วเป็นพื้นฐานค่ะ
เพาะถั่วงอกในขวดกาแฟ
อุปกรณ์ที่ใช้คือ
1. ขวดกาแฟจะชนิดใสหรือชนิดสีชาก็ได้
2. ผ้าไนลอนหรือผ้าขาวบาง กว้าง 4 นิ้ว ยาว 5 นิ้ว
3. ถั่วเขียว 1 กำมือ
ขั้นตอนการทำ
1. ล้างถั่วเขียวด้วยน้ำสะอาด แช่ในน้ำอุ่น และแช่น้ำนั้นทิ้งต่อไปอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
2. เทถั่วเขียวใส่ขวดกาแฟ ใช้ผ้าไนลอนหรือผ้าขาวบางปิดปากขวด ใช้หนังยางรัดให้แน่น เปิดน้ำใส่ขวดให้ท่วมเมล็ดถั่ว แล้วเทน้ำทิ้ง
3. วางขวดในแนวนอน เก็บไว้ในที่มืด หรือใส่ไว้ในถุงกระดาษทึบ
4. เปิดน้ำใส่ขวด และเทน้ำทิ้งเหมือนเดิมอีกทุกๆ 3-4 ชั่วโมง แล้วเก็บไว้ในที่มืดตามเดิม
5. อดใจรอประมาณ 3 วัน ก็สามารถนำถั่วงอกไปกินได้
เพาะถั่วงอกในถังพลาสติกแบบตัดราก
อุปกรณ์
1. ถั่วพลาสติกสีดำ เจาะรูที่ก้นถังหลายๆรู เพื่อระบายน้ำ และเจาะรูที่ด้านข้าง เป็นระยะๆ เพื่อระบายอากาศ
2. กระสอบป่านตัดเป็นวงกลมขนาดเท่าปากถัง 4 ชิ้น
3. ตะแกรงไนล่อนตาถี่รูขนาดเล็กกว่าเมล็ดถั่วเขียว ตัดเป็นวงกลมขนาดเท่าปากถัง 3 แผ่น
4. ถั่วเขียว ½ กิโลกรัม ต่อการเพาะ 1 ถัง
วิธีทำ
1. แช่เมล็ดถั่วเขียวในน้ำอุ่น และแช่ทิ้งไว้ 6-8 ชั่วโมง คัดเมล็ดที่ลอยน้ำทิ้งไป
2. นำกระสอบวางลงไปในถัง และวางตะแกรงไนล่อนทับ
3. โรยเมล็ดถั่วลงไปบนตะแกรงไนล่อน เกลี่ยให้กระจายทั่วแผ่น ให้เมล็ดถั่วซ้อนกันประมาณ 3-4 เมล็ด อย่าให้แน่นมากจนเกินไปกว่านี้
4. นำผ้ากระสอบมาวางทับเมล็ดถั่วเขียวชั้นที่ 1 แล้วนำตะแกรงไนล่อนวางทับผ้ากระสอบ โรยถั่วลงไป ทำให้ครบ 3 ชั้น แล้วปิดด้านบนด้วยผ้ากระสอบอีกคร้ง
5. รดน้ำให้ชุ่มทุก 3 ชั่วโมง โดยรดน้ำจนน้ำไหลออกมาที่บริเวณก้นถัง เพื่อเป็นการช่วยระบายความร้อน นำไปไว้ในที่ร่ม
6. อดใจรอประมาณ 3 วัน ก็สามารถหยิบถั่วงอกแต่ละชั้นขึ้นมา ปาดที่โคนต้นถั่วงอกซึ่งอยู่ติดกับตะแกรงไนล่อน ก็จะได้ถั่วงอกไร้รากไปกินแล้วค่ะ ขอบอกว่าใช้ถั่วแค่ ½ กิโลกรัม แต่จะได้ถั่วงอกถึง 2-3 กิโลกรัมเลยทีเดียว
เพาะงอกง่ายๆ ได้กินไวทันใจคนเมือง
จะว่าไปสำหรับคนในเมืองที่เป็นมือใหม่หัดปลูก
ยังแอบใจร้อน อยากได้หยอดเมล็ดแล้วได้กินไวๆ แบบที่ไม่ต้องดูแลรักษามากมายนัก
ก็แนะนำว่าให้เริ่มต้นจากการลองเพาะเมล็ดงอกกินกันดูก่อน
โดยเจ้าเมล็ดเพาะงอกที่ว่านี้ก็มีหลากหลายให้เลือกสรร ตั้งแต่ถั่วเขียว ถั่วดำ
ถั่วแดง ถั่วลันเตาหรือโต้วเหมี่ยว และเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น
วิธีทำก็ไม่ยุ่งยากอะไรมากนัก
คราวนี้จะขอแนะนำ 2 เมล็ด 2 รูปแบบการเพาะให้ลองนำไปทดลองทำกันดู
วิธีเพาะเมล็ดถั่วลันเตา หรือโต้วเหมี่ยว 1. ล้างเมล็ดถั่วลันเตาให้สะอาด แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน
2. นำเมล็ดที่แช่น้ำแล้ว วางบนทิชชูที่ซ้อนกันประมาณ 3 ชั้นในภาชนะที่เจาะรูด้านล่าง
3. รดน้ำเช้า – เย็น
ประมาณ 10 วันก็สามารถตัดกินได้แล้ว และที่พิเศษสำหรับโต้วเหมี่ยวคือ เมื่อตัดไปแล้ว ก็ให้รดน้ำต่อไปเรื่อยๆ โต้ว เหมี่ยวก็จะยังเติบโตขึ้นมาให้เราได้ตัดกินกันอีก 2-3 รอบ
ขอบอกว่าโต้วเหมี่ยวนี้อุดมไปด้วยวิตามินบีและซี แถมยังธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารเลซิตินที่ช่วยการทำงานของระบบประสาทและสอง ช่วยบำรุงสายตา ตับ หัวใจ และช่วยเรื่องระบบขับถ่ายอย่างดีเนื่องจากมีเส้นใยมาก ที่สำคัญรสชาติหวาน กรอบ อร่อยทีเดียว
วิธีเพาะเมล็ดงอกทานตะวัน
1. เตรียมวัสดุเพาะ ได้แก่ขุยมะพร้าวร่อน 4 ส่วน ขี้เถ้าแกลบร่อน 1 ส่วน หรือจะใช้ขุยมะพร้าวร่อน กับดินร่อน 1 ต่อ 1 ก็ได้ นำมาผสมให้เข้ากัน
2. แช่เมล็ดทานตะวันในน้ำอุ่นทิ้งไว้ 1 คืน หรืออย่างน้อย 8 ชั่วโมง
3. นำวัสดุปลูกใส่ภาชนะ เช่นตะกร้าขนมจีน หรือตะกร้าที่มีตาถี่ หากไม่มีก็สามารถใช้ภาชนะปลูกอะไรก็ได้ แต่ขอให้มีรูระบายน้ำ โดยแนะนำให้ใส่วัสดุเพาะประมาณ ¾ ส่วนของภาชนะ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
4. โรยเมล็ดทานตะวันที่แช่น้ำแล้ว เกลี่ยให้ทั่วแล้วโรยขุยมะพร้าวที่เหลือกลบด้านหน้าเล็กน้อย รดน้ำให้ชุ่มอีกครั้ง
นำไปวางไว้ในที่ร่ม รดน้ำเช้า-เย็น อดใจรอประมาณ 4-5 วันก็สามารถตัดมากินได้ แต่เมล็ดทานตะวันจะงอกได้เพียงครั้งเดียว ดังนั้นถ้าติดใจก็ต้องเตรียมเพาะกันใหม่อีกรอบนะคะ
ส่วนเรื่องเมนูอาหาร สุดเเท้เเต่ใครจะสร้างสรรค์เลยค่ะ ต้นอ่อนเมล็ดงอกเหล่านี้สามารถกินได้ทั้งเเบบสด คือกินเเนมกับน้ำพริก กินกับน้ำสลัด หรือจะนำไปลวก ไปต้มจืด ไปผัก ไปเเกงก็ได้ทั้งนั้นค่ะ
ขอบคุณรูปจาก fb Nam-ing Thippayawat
ขอบคุณข้อมูลจาก Organic Way
และกลุ่มเมื่อคนเมืองอยากปลูกผัก
ขอบคุณข้อมูลจากคู่มือพึ่งตนเอง และหนังสือสารพันวิธีเพาะถั่วงอกขอบคุณข้อมูลจาก คุณนคร ลิมปคุปตถาวร
เครดิต: http://www.thaicityfarm.com
Email:taajook@gmail.com
การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ..จากเศษอาหาร.!!
เเนะนำการ..ทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร
เเต่ในการให้ปุ๋ยนั้นทางที่ดีกูรูผู้มีประสบการณ์ทั้งหลายก็เเนะนำว่าควรจะ
ให้เเบบเเห้งชามน้ำชาม คือต้องมีทั้งปุ๋ยเเบบเเห้งเเละเเบบน้ำควบคู่กันไป
สำหรับวิธีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพจากเศษอาหารที่เราทิ้งกันเเทบจะทุกวันนั้นก็ มีวิธีง่ายๆ ชนิดที่เมื่อหมักได้ที่เเล้วก็สามารถนำไปใช้ได้เลยโดยที่ไม่ต้องมานั่งกรอง กากเศษอาหารที่ยังย่อยไม่หมดออก
สำหรับวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม มีดังนี้
1.ถุงกระสอบดินสำหรับใส่เศษอาหาร
2. ถังมีฝาปิด ขนาดที่สามารถใส่น้ำได้ 10 ลิตรขึ้นไป
3. น้ำตาล 1 กิโลกรัม
4. น้ำสะอาด 10 ลิตร ควรพักคลอรีนไว้สัก 1-2 คืน
- จากนั้น นำเศษอาหารใส่ลงในกระสอบ (กระสอบดินถุงที่พอจะมีช่องระบายอากาศ) มัดปากถุงแล้วแช่ลงไป โดยเเนะนำว่าไม่ควรใส่เศษอาหารเกิน 3 ส่วนหรือ 3 กิโลกรัม
- หมักทิ้งไว้ประมาณ 20-30 วัน โดยควรปิดฝาให้สนิท เพื่อให้แมลงจะได้ไม่มาไข่ เเละทำให้ถังหมักของเราไม่มีหนอน
เวลานำมาใช้รดน้ำต้นไม้ ก็ควรจะผสมให้เจือจาง เเนะนำว่าควรใช้ 2 ฝา ต่อน้ำ 1 บัว (ประมาณ 20 ลิตร)
ส่วนกากที่เหลือก็สามารถนำไปหมักเป็นปุ๋ยต่อได้ โดยนำมาผสมกับใบไม้แห้ง เเละปุ๋ยคอก รดน้ำปรับความชื้น60 เปอร์เซ็นต์ ทิ้งไว้ประมาณ 2 อาทิตย์ หรือสังเกตดูจนปุ๋ยหายร้อน ก็สามารถนำไปใช้ได้
ระหว่างการหมัก ถ้าเป็นไปได้ก็ควรเทเข้าเทออกสักหน่อย คลายๆกับเป็นการกลับกองไปในตัว เเต่ถ้าลองสังเกตหรือจับดูเเล้วปุ๋ยที่หมักไม่ร้อนแสดงว่ากระบวนการหมักไม่ เกิด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าเราปรับความชื้นไม่เหมาะสม หรือใส่สัดส่วนไม่พอดี ระหว่างสิ่งที่ย่อยเร็วกับย่อยช้า
ลองนำไปทดลองทำกันดูนะคะ ใครทำเเล้วมีปัญหาติดขัดอย่างไรก็ถามกันเข้ามาได้ทาง facebook/สวนผักคนเมือง นะคะ..
เครดิต: http://www.thaicityfarm.com
Email:taajook@gmail.com
สำหรับวิธีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพจากเศษอาหารที่เราทิ้งกันเเทบจะทุกวันนั้นก็ มีวิธีง่ายๆ ชนิดที่เมื่อหมักได้ที่เเล้วก็สามารถนำไปใช้ได้เลยโดยที่ไม่ต้องมานั่งกรอง กากเศษอาหารที่ยังย่อยไม่หมดออก
สำหรับวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม มีดังนี้
1.ถุงกระสอบดินสำหรับใส่เศษอาหาร
2. ถังมีฝาปิด ขนาดที่สามารถใส่น้ำได้ 10 ลิตรขึ้นไป
3. น้ำตาล 1 กิโลกรัม
4. น้ำสะอาด 10 ลิตร ควรพักคลอรีนไว้สัก 1-2 คืน
วิธีทำ
- นำน้ำสะอาด 10 ลิตรมาเติมลงในถัง ใส่กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม หรือใส่น้ำตาล 1 ส่วน ใช้ไม้กวนให้เข้ากัน
- จากนั้น นำเศษอาหารใส่ลงในกระสอบ (กระสอบดินถุงที่พอจะมีช่องระบายอากาศ) มัดปากถุงแล้วแช่ลงไป โดยเเนะนำว่าไม่ควรใส่เศษอาหารเกิน 3 ส่วนหรือ 3 กิโลกรัม
- หมักทิ้งไว้ประมาณ 20-30 วัน โดยควรปิดฝาให้สนิท เพื่อให้แมลงจะได้ไม่มาไข่ เเละทำให้ถังหมักของเราไม่มีหนอน
เวลานำมาใช้รดน้ำต้นไม้ ก็ควรจะผสมให้เจือจาง เเนะนำว่าควรใช้ 2 ฝา ต่อน้ำ 1 บัว (ประมาณ 20 ลิตร)
ส่วนกากที่เหลือก็สามารถนำไปหมักเป็นปุ๋ยต่อได้ โดยนำมาผสมกับใบไม้แห้ง เเละปุ๋ยคอก รดน้ำปรับความชื้น60 เปอร์เซ็นต์ ทิ้งไว้ประมาณ 2 อาทิตย์ หรือสังเกตดูจนปุ๋ยหายร้อน ก็สามารถนำไปใช้ได้
ระหว่างการหมัก ถ้าเป็นไปได้ก็ควรเทเข้าเทออกสักหน่อย คลายๆกับเป็นการกลับกองไปในตัว เเต่ถ้าลองสังเกตหรือจับดูเเล้วปุ๋ยที่หมักไม่ร้อนแสดงว่ากระบวนการหมักไม่ เกิด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าเราปรับความชื้นไม่เหมาะสม หรือใส่สัดส่วนไม่พอดี ระหว่างสิ่งที่ย่อยเร็วกับย่อยช้า
ลองนำไปทดลองทำกันดูนะคะ ใครทำเเล้วมีปัญหาติดขัดอย่างไรก็ถามกันเข้ามาได้ทาง facebook/สวนผักคนเมือง นะคะ..
เครดิต: http://www.thaicityfarm.com
Email:taajook@gmail.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)